top of page
ค้นหา

จากเมรุวัดสระเกศ ถึง ศาลากลางบ้าน : พื้นที่ชีวิต กับกิจกรรมคนเป็น สู่ คนตาย

2. จากเมรุวัดสระเกศ ถึง ศาลากลางบ้าน : พื้นที่ชีวิต กับกิจกรรมคนเป็น สู่ คนตาย

ree

2.1 บ้านบาตร ป่าช้า และการมาของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

ree

ภาพ เมรุปูน  - ป่าช้าวัดสระเกศ (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ : ภ 002 2-4 )


ความสำคัญของป่าช้าวัดสระเกศ เป็นพื้นที่เผาศพที่สัมพันธ์กับตำแหน่งการนำศพออกจากประตูและกำแพงเมืองพระนครในตำแหน่งที่เรียกว่า “ประตูผี” (ประตูสำราญราษฎร์) โดยผู้ที่สามารถเผาศพด้วยเมรุปูนได้นั้นมักเป็นบรรดาเจ้านาย ที่มีฐานันดรศักดิ์ไม่สูงเท่ากับเจ้านายที่มีสิทธิ์เหมือนอย่างพระเมรุกลางทุ่งสนามหลวง ส่วนสามัญชนคนธรรมดาจะเผาศพบนเชิงตะกอนที่อยู่ในบริเวณเดียวกันต่างหาก ไม่ไกลกันมีแหล่งทำโลงศพอย่างชุมชนวัดสระเกศที่ยังคงสืบทอดการทำโลงศพ อันเกี่ยวเนื่องกับพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่เผาศพ ทั้งยังเป็นแหล่งค้าไม้ อู่ซุงที่สำคัญมาตั้งแต่อดีต


ree

ด้วยทำเลที่ตั้งของชุมชนบ้านบาตร ตั้งอยู่บริเวณทางทิศใต้ของเมรุปูน - ป่าช้าวัดสระเกศ (ปัจจุบันได้เปลี่ยนสภาพเป็นโรงเรียนช่างไม้วัดสระเกศ และวิทยาลัยสารพัดช่าง พระนคร ตามลำดับ) คั่นด้วยลำคลองเล็ก ๆ (มักเรียกคลองที่แตกต่างกันว่า คลองบ้านบาตร, คูเมรุวัดสระเกศ, คลองป่าช้าวัดสระเกศ, คลองอู่ซุง, คลองอู่ซุงหลวง) เชื่อมระหว่างคลองโอ่งอ่าง(คลองสะพานหัน) ไหลผ่านระหว่างบ้านบาตรกับพื้นที่เมรุวัดสระเกศไปจนถึงสระกระจับ (ภายหลังคือบริเวณการประปาในปัจจุบัน)


ree

ภาพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ : 37M00069)


ในอดีตยังมีเรื่องเล่าในเชิงตำนานการมาของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พระที่มีชื่อเสียง อย่างการปราบผีแม่นาคพระโขนง คาถาชินบัญชรอันลือชื่อ ครั้งหนึ่งชาวบ้านเล่าว่าพระคุณเจ้าได้มาปักกลดและเทศนาธรรมในพื้นที่ป่าช้าวัดสระเกศและชุมชนบ้านบาตร เนื่องด้วยบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับเจริญอสุภกรรมฐาน ซากศพ(การปลงสังเวช) ขณะเดียวกันพระสงฆ์ในพระนครจะนิยมมาปลงอสุภกรรมฐานกันที่ป่าช้าวัดสระเกศ เนื่องด้วยพื้นที่มีความเหมาะสมสำหรับและอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ภายในของพระนครมากนัก


ree

ภาพสัปเหร่อกำลังจัดการซากศพ พร้อมกับฝูงแร้งที่รอกัดกินซากศพ ณ วัดสระเกศ 

(หอจดหมายเหตุแห่งชาติ : NAT-P005897 )

  

หลักฐานการมาป่าช้าวัดสระเกศ - บ้านบาตร ของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) คือ รูปหล่อของพระคุณเจ้าในท่าถือคัมภีร์ใบลาน(บ้างเรียกว่า “ท่าสอนกรรมฐาน”  บ้างเรียกว่า “ท่าจับยามสามตา”)  ที่ประดิษฐานอยู่ ณ “ศาลาจารุนิธิ พ.ศ. 2480”  ทางขึ้นบรมบรรพต วัดสระเกศ มาจนถึงปัจจุบัน


ree

เชื่อกันว่ารูปหล่อของพระคุณเจ้า บรรดาศิษยานุศิษย์และผู้เคารพนับถือได้หล่อขึ้นหลังพระคุณเจ้ามรณภาพ บางกระแสเชื่อว่าหล่อขึ้นขณะพระคุณเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นข้อถกเถียงกันว่ารูปหล่อดังกล่าวครั้งหนึ่งอาจประดิษฐานไว้ ณ ศาลากลางบ้านของบ้านบาตร  อีกด้านเชื่อกันว่า เดิมรูปหล่อประดิษฐานอยู่ ณ ศาลากรรมฐานในป่าช้าวัดสระเกศ ก่อนจะถูกรื้อศาลาดังกล่าวแล้วนำมาประดิษฐานภายในวัดขึ้นภายหลัง


2.2 ศาลากลางบ้าน- ศาลาโรงธรรม - ศาลาฟังเทศน์  : พื้นที่ชีวิต พื้นที่จิตวิญญาณ บ้านบาตร


ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าชุมชนบ้านบาตร นับเป็นชุมชนเพียงไม่กี่แห่งในพระนคร ที่ยังคงรักษาศาลากลางบ้านหรือศาลาโรงธรรมไว้ได้เป็นอย่างดี โดยหน้าที่ของศาลาดังกล่าวเป็นเสมือนศาลาสำหรับประกอบพิธีการ งานประเพณี และกิจกรรมต่าง ๆ  ของชุมชนทั้งการทำบุญเลี้ยงพระ จัดงานประเพณี การเล่นของชุมชน ตลอดจนตั้งศพสำหรับสวดพระอภิธรรมศพ ที่สอดรับกับที่ตั้งไม่ไกลกับเมรุปูน - ป่าช้าวัดสระเกศมากนัก 

ในพระนครมีศาลาโรงธรรมอยู่หลายแห่ง  ส. พลายน้อย ได้กล่าวถึงศาลาโรงธรรม ที่ปรากฎอยู่ในย่านพระนคร ไว้ในหนังสือ “เล่าเรื่องบางกอก” ว่า ในพระนครมีศาลาโรงธรรมกระจายอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ  อาทิ  เเถวถนนเฟื่องนคร จำนวน 4 แห่ง ศาลาเตาปูน  ศาลาโรงธรรมข้างวัดราชบพิธฯ ศาลาโรงธรรมข้างห้างอับดุลราฮิม ศาลาโรงธรรมข้างห้างทิสเเมน บริเวณเสาชิงช้า มีศาลาโรงธรรม 2 หลัง บริเวณถนนพาหุรัด  แถวถนนมหาไชย แถวถนนบ้านญวน เป็นต้น 

ree

แผนที่ในปี 2443 แสดงตำแหน่งที่สันนิษฐานว่าเป็นศาลาโรงธรรมหรือศาลากลางบ้านหลังเดิม ก่อนจะมีการย้ายศาลามาตั้ง ณ ที่ปัจจุบัน (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)


สำหรับบ้านบ้านบาตร ในอดีตศาลากลางบ้านคาดว่าตั้งอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ตั้งของเมรุหรือป่าช้าวัดสระเกศ ดังปรากฎหลักฐานของสิ่งก่อสร้างสำคัญอย่างศาลาโรงธรรม ในปี พ.ศ. 2443 ได้ระบุให้เห็นถึงตำแหน่งของศาลากลางบ้านหรือศาลาโรงธรรมหลังเดิม ตั้งอยู่บริเวณนอกชุมชนบริเวณใกล้ทางเข้าชุมชนริมคลองรอบกรุง(โอ่งอ่าง) สันนิษฐานว่าน่าจะย้ายเข้ามาด้านในหลังจากที่มีการตัดถนนบริพัตรเลียบคลองโอ่งอ่าง เพื่อตัดผ่านชุมชนบ้านเขมร (บ้านดอกไม้) ชุมชนบ้านบาตร ตั้งแต่สะพานดำรงสถิตไปบรรจบกับถนนบำรุงเมืองตรงแยกเมรุปูน (ประตูผี) ขึ้นในปี พ.ศ. 2444 ผ่านสะพานบ้านดอกไม้ข้ามคลองบ้านบาตร(ก่อนจะมีการรื้อสะพานและถมคลองในช่วงราวปลายทศวรรษ 2520 - ต้นทศวรรษ 2530)  สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ต้องมีการย้ายศาลากลางบ้านจากริมคลองโอ่งอ่างมาสู่อยู่พื้นที่ในชุมชนจนถึงปัจจุบัน


ree

แผนผังตำแหน่งที่ตั้ง “ศาลาฟังเทศน์” บริเวณเมรุปูน - ป่าช้าวัดสระเกศ ในปี 2466 (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)


ทั้งนี้คาดว่าศาลากลางบ้านบาตรคงเคียงคู่กับ “ศาลาฟังเทศน์” ,“ศาลาโรงธรรม”, “ศาลาเขียว” หรือ “ศาลากรรมฐาน” ข้างเมรุปูนป่าช้าวัดสระเกศ ชาวบ้านมักเรียกบริเวณนี้ว่า “กุฏิแม่ชี” ในอดีตศาลาแห่งนี้ยังเคยใช้เป็นโรงเรียนอนุกูลศึกษา มาตั้งแต่ปี 2463 โดยมีนายเทพ ปลูกทิม เป็นผู้จัดการโรงเรียน และมีนางจีบ เป็นผู้จัดการศาลาโรงธรรม กระทั่งมีการรื้อถอนและยกเลิกไปในภายหลัง ความสำคัญของศาลาทั้ง 2 นี้ถือได้ว่า สัมพันธ์กับการเทศน์ของผู้คนในชุมชนบ้านบาตรกับวัดสระเกศมาอย่างช้านาน ในปัจจุบัน พบว่า ในย่านพระนคร มีชุมชนที่ยังคงรักษาและใช้งานศาลากลางบ้าน เพียง 2 แห่งเท่านั้น คือ ศาลากลางบ้านของชุมชนบ้านบาตร และศาลากลางบ้านของชุมชนบ้านสายรัดประคด 


กาลเวลาล่วงเลยไป ศาลากลางบ้านเริ่มทรุดโทรม กระทั่ง ในพ.ศ. 2551  สมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ได้ดำริกับคุณสมโภชน์ กันกำไล (ประธานชุมชนบ้านบาตรในขณะนั้น) พร้อมกับคนบ้านบาตรว่า ให้อนุรักษ์โครงสร้างเสาไม้ที่เป็นของดั้งเดิม ภายหลังจึงร่วมใจกันออกทุนทรัพย์บูรณะให้คงสภาพดั้งเดิมเอาไว้ 


ปัจจุบันศาลากลางบ้าน ยังคงทำหน้าที่เสมือนเป็นศาลาเอนกประสงค์ในการทำกิจกรรมของชุมชน ที่ยังคงสืบเนื่องแนวคิดศาลากลางบ้านดั้งเดิม เสมือนเป็นพื้นที่สาธารณะหลักที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางเพียงแห่งเดียวที่สามารถจัดกิจกรรมของชุมชนมายาวนานต่อเนื่อง



 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page