ชีวิตและลมหายใจ บ้านบาตร
- Chayapon[04] Sitikornvorakul
- 1 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที
นิทรรศการ “ชีวิตและลมหายใจ บ้านบาตร” เป็นนิทรรศการที่จะชวนทุกคนมาทำความรู้จัก “บ้านบาตร” ในฐานะชุมชนช่างฝีมือที่ยังคงสืบสานการทำบาตรมาเป็นระยะเวลายาวนาน มีวิถีชีวิตและเรื่องราวของผู้คน ชุมชน เป็นเสมือนประวัติศาสตร์สังคม ที่บ่งบอกถึงตัวตนของคนบ้านบาตร ผ่านร้อน ผ่านหนาว และท้าทายสายธารของการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
นิทรรศการในครั้งนี้นำเสนอมุมมองความเป็นบ้านบาตร 4 เรื่องราวหลัก คือ พื้นที่ ผู้คน ชุมชนช่างทำบาตรแห่งสุดท้ายในพระนคร, จากเมรุวัดสระเกศถึงศาลากลางบ้าน, จากงานไหว้พ่อปู่สู่การเทศน์ในกาลพรรษา, และวัฒนธรรมบันเทิงเริงรมย์บ้านบาตร ผ่านความสัมพันธ์ที่มีส่วนต่อการก่อร่างสร้างความเป็นบ้านบาตร นับตั้งแต่ช่วงของการก่อกำเนินชุมชน มาจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน และต่อเนื่องไปในยังอนาคต

ภาพถ่ายทางอากาศ ชุด WILLIAMS HUNT ปี 2489 จะเห็นบริเวณชุมชนบ้านบาตรและบริเวณใกล้เคียง (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ WH2/119)
ชุมชนบ้านบาตรตั้งอยู่บริเวณฝั่งตะวันออกของคลองรอบกรุง(คลองโอ่งอ่าง - บางลำพู หรือคลองสะพานหัน) ทิศเหนือติดต่อกับพื้นที่ของวัดสระเกศ-ถนนบำรุงเมือง ทิศใต้ติดต่อกับชุมชนบ้านเขมร(บ้านดอกไม้) ทิศตะวันตกติดต่อกับคลองโอ่งอ่างและถนนบริพัตร และทิศตะวันออกติดต่อการประปาแม้นศรี มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่โดยภาพรวมดังต่อไปนี้

เอกสารจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติในปี 2445 ระบุว่า ขุนโลหการ สังกัดกรมกองช่างบาตร และที่ดินบ้านบาตรได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยให้ “ไพร่หลวงกรมช่างบาตรอาไสย”
“ยุคก่อร่างสร้างบ้าน - แรงงานเมือง” ย้อนกลับไปในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ “ชุมชนบ้านบาตร” เป็นชุมชนช่างฝีมือที่มีชื่อเสียงในการทำบาตรมาช้านาน เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มช่างทำบาตรที่อพยพมาจากอยุธยา(ดังปรากฎชื่อ “คลองบ้านบาตร” ที่อยุธยา) พร้อมด้วยเจ้านาย ขุนนาง ช่างฝีมือ ศิลปิน และแรงงานกลุ่มต่าง ๆ มาตั้งรกรากอยู่ที่พระนคร ในสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุว่า ช่างชาวบ้านบาตรเป็นกลุ่มไพร่หลวง สังกัดกรมช่างบาตร ปรากฎผู้นำสำคัญในฐานะ “นายกองช่างบาตร” ขึ้นในปี 2445 นามว่า “ขุนโลหการ”

ในอดีตที่ตั้งของชุมชนบ้านบาตร มีลักษณะเช่นเดียวกับชุมชนอื่น ๆ ในย่านพระนคร เนื่องด้วยเป็นชุมชนช่างฝีมือชั้นดีที่กระจายตัวอาศัยอยู่ในพระนครและใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็น “ชุมชนบ้านสายรัดประคด(บ้านสาย)”, “ชุมชนบ้านพานถม” ทำเครื่องถม พานรอง ขันน้ำ, “ชุมชนบ้านดอกไม้” ทำดอกไม้เพลิงชนิดต่าง ๆ ,“ชุมชนบ้านหม้อ” ทำเครื่องปั้นดินเผา , “ชุมชนบ้านดินสอ” ทำดินสอพอง, “ชุมชนย่านถนนตีทอง” ทำทองคำเปลว ,ชุมชนบริเวณคลองโอ่งอ่าง ทำจำพวกตุ่ม โอ่ง ไห เป็นต้น สิ่งเหล่านี้นับเป็นแรงงานฝีมือชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่าบ้านบาตรเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนช่างที่มีความสำคัญร่วมกับชุมชนอื่น ๆ มาตั้งแต่ยุคก่อร่างสร้างกรุงเทพฯขึ้นใหม่ ๆ

บริเวณทางทิศใต้ของบ้านบาตร เป็นชุมชนชาวเขมรที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวเขมรกลุ่มนี้มีความรู้ความสามารถ ในการทำดอกไม้เพลิง รวมทั้งพวกละคร ดนตรี ไปจนถึงความรู้ด้านไสยเวท มีชื่อเรียกกันว่าชุมชน “บ้านดอกไม้” หรือ “บ้านเขมร” “เกาะเขมร” บ้าง (ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของชุมชนตลาดวรจักรไปจนถึงบริเวณวัดพระพิเรนทร์)

แผนที่ในปี 2502 ระบุว่า ซอยบ้านดอกไม้ 1 เดิมใช้ชื่อว่า “ซอยเขมร”
(หอจดหมายเหตุแห่งชาติ : (2)ศธ.15-283)
ด้านหนึ่ง พื้นที่ตั้งของชุมชน ยังแวดล้อมไปด้วยอุตสาหกรรมการแปรรูปไม้ และเป็นพื้นที่อู่ซุง สำหรับพักและแปรรูปไม้ โดยเฉพาะรอบภูเขาทอง ตั้งแต่บริเวณถนนบริพัตร(ถนนสายไม้) ถนนดำรงรักษ์ ต่อเนื่องมายังบริเวณหน้าชุมชนบ้านบาตร หลักฐานเชิงประจักษ์คือ “คลองอู่ซุงหลวง” หรือคลองบ้านบาตร เป็นที่ตั้งของพื้นที่อู่ซุงหลวง ดังปรากฎหลักฐานในเอกสารมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งพื้นที่แถบนี้สัมพันธ์กับกลุ่มคนทำไม้บริเวณย่านบางโพ และบางอ้อ (ฝั่งธนบุรี) ส่วนหนึ่งของขี้เลื่อย เศษไม้ ในอดีตคนในบ้านบาตรนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตบาตรอีกด้วย
“ยุคเปลี่ยนผ่าน สู่ยุคการเปลี่ยนแปลง ” ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา สังคมไทยเข้าสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมการส่งออก ตลาดภายในขยายตัวอย่างรวดเร็ว เกิดระบบโรงงานและการจ้างงาน แทนอุตสาหกรรมครัวเรือน ส่งผลให้อุตสาหกรรมการทำบาตรในครัวเรือน ต้องดิ้นรน ต่อสู้ และเผชิญกับอุตสาหกรรมการทำบาตรจากโรงงาน โดยเฉพาะในช่วงต้นทศวรรษ 2510 เกิดโรงงาน “บาตรปั๊ม” ย่านถนนสุขสวัสดิ์ ราษฎร์บูรณะ ได้มาตีตลาดกิจการทำบาตรที่เป็นรูปแบบดั้งเดิม จนทำให้กิจการแบบครัวเรือนต้องหยุดไปโดยปริยาย กระทั่งในปี 2535 จึงมีการรื้อฟื้นการทำบาตรขึ้นอีกครั้งทั้งการรวมกลุ่มและการทำบาตรของแต่ละบ้านภายในชุมชน

“ยุคของการปรับตัว” ต่อมาในปลายทศวรรษ 2540 - ทศวรรษ 2560 กระแสการเรียนรู้วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีความตื่นตัว ส่งผลให้หน่วยงานรัฐ เอกชน วัด ศิลปิน สถาบันการศึกษาเข้ามาฟื้นฟูการทำบาตร รำวงบ้านบาตร ศึกษาวิจัย และพัฒนาชุมชน การอนุรักษ์การทำบาตรแบบดั้งเดิม การฟื้นฟูรำวงบ้านบาตร โครงการบ้านมั่นคง กระแสการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระบวนการฟื้นฟูและรักษาชุมชน การค้นหาอัตลักษณ์ชุมชนหรือทุนทางวัฒนธรรม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่มาจากนโยบายการพัฒนาเมือง ทำให้การค้าบาตรและชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อยู่ตลอดเวลา
ปัจจุบันรูปแบบการค้าบาตรมีการส่งไปจำหน่ายยังร้านสังฆภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งในพระนครและพื้นที่ต่างจังหวัด รวมทั้งการเปิดหน้าร้านในชุมชน และบนพื้นที่ออนไลน์ การเข้ามาศึกษาเรียนรู้ของนิสิต นักศึกษา ผู้สนใจ และนักท่องเที่ยวมากขึ้น




ความคิดเห็น