บันเทิงเริงรมย์ในบ้านบาตร : จากสำนักหลวงประดิษฐ์ไพเราะ สู่ รำวงแห่งเดียวในพระนคร
- Chayapon[04] Sitikornvorakul
- 1 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที
4. บันเทิงเริงรมย์ในบ้านบาตร : จากสำนักหลวงประดิษฐ์ไพเราะ สู่ รำวงแห่งเดียวในพระนคร
เมื่อยามว่างเว้นจากการทำงาน จากการตีบาตรของคนในชุมชน จึงทำให้เกิดวัฒนธรรมบันเทิงอย่างรำวง ขณะเดียวกันบ้านบาตรยังมีสำนักดนตรีที่มีชื่อเสียงอย่างสำนักดนตรีของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มาตั้งแต่หลังจากที่ท่านได้ตั้งเรือนอยู่ในบ้านบาตร ในช่วงปี 2471 - 2512 อันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของสังคมไทยเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสำคัญในเชิงสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ทำให้ที่แห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะ นักร้อง นักดนตรี กำเนิดบทเพลง ละครเวทีอย่างคณะผกาวลี รวมทั้งความสัมพันธ์กับนักร้อง นักแต่งเพลงในเครือข่ายวงสุนทราภรณ์ที่เข้ามาสัมพันธ์คลุกคลีกับคนในชุมชนบ้านบาตร จนนำมาสู่การเกิดขึ้นของเพลงรำวงที่มีเอกลักษณ์ และเหลือเพียงหนึ่งเดียวในย่านพระนครที่เสี่ยงต่อการหายไปในเวลานี้
ภาพหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และบ้าน “ศิลปบรรเลง” ของบริเวณบ้านบาตร
(ภาพจากหนังสือ อานันท์ นาคคง, อัษฎาวุธ สาคริก. หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มหาดุริยกวีลุ่มเจ้าพระยาแห่งอุษาคเนย์. กรุงเทพฯ : มติชน. 2544.)
เดิมหลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) เป็นชาวอัมพวา เมืองสมุทรสงคราม ท่านได้ฝึกหัดดนตรีไทยอย่างระนาดมาโดยลำดับและได้รับการถ่ายทอดดนตรีปี่พาทย์ มีโอกาสประชันตามงานต่าง ๆ เสมอ กระทั่งเข้ามารับการอุปถัมภ์เป็นนักดนตรีของสมเด็จวังบูรพา (สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช)

ภาพบรรยากาศงานไหว้ครูที่บ้านบาตร
(ภาพจากหนังสือ อานันท์ นาคคง, อัษฎาวุธ สาคริก. หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มหาดุริยกวีลุ่มเจ้าพระยาแห่งอุษาคเนย์. กรุงเทพฯ : มติชน. 2544.
หลังสิ้นสมเด็จวังบูรพาฯ ในปี 2471 จึงได้ย้ายครอบครัวจากเดิมที่อยู่บ้านหน้าวัง มาอยู่บริเวณซอยเล็กๆ ในพื้นที่ของบ้านบาตร ที่แยกออกมาจากถนนบริพัตร ที่แห่งนี้เรียกกันว่า “บ้านศิลปบรรเลง” (ภายหลังได้มีการรื้อบ้านและสร้างเป็นแฟลตสุกมล จนปัจจุบันเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่ามาจนถึงทุกวันนี้) ครั้งหนึ่งบ้านของท่านได้กลายเป็นสำนักรวมตัวของบรรดานักดนตรี นักแต่งเพลง โรงเรียนสอนด้านดนตรี การละคร ที่มีชื่อเสียงจนเรียกและรู้จักกันในชื่อสำนักดนตรีบ้านบาตร

พิธีไหว้ครู วัดพระพิเรนทร์ ประจำปี 2568
ด้านหนึ่งพื้นที่บริเวณบ้านศิลปบรรเลงแห่งนี้ ยังเป็นพื้นที่ของการไหว้ครูดนตรีไทยที่ใหญ่และสำคัญที่หนึ่งในพระนคร ภายหลังการจัดงานไหว้ครูดนตรีไทย ได้ย้ายไปจัดที่วัดพระพิเรนทร์ เนื่องด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสำนักดนตรีบ้านบาตรกับสมภารวัดมีความคุ้นเคยกับหลวงประดิษฐ์ไพเราะในการยืมข้าวของในวัดและการนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์
4.2 รำวงบ้านบาตร : ร่องรอยวัฒนธรรมบันเทิง ยุครัฐนิยมที่ยังมีลมหายใจ

เพลงรำวงบ้านบาตรเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพลป.พิบูลสงคราม มีนโยบายสร้างวัฒนธรรมของชาติผ่านดนตรีและนาฏศิลป์ จึงมีการถ่ายทอดออกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในและนอกพระนคร ทำให้เกิดวัฒนธรรมการเล่นรำวงขึ้นอย่างกว้างขวาง ในช่วงแรกเชื่อกันว่าเพลงดังกล่าวจะใช้ทำนองเพลงรำโทน ที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีสำคัญอย่าง ฉิ่ง ฉาบ กรับ โทน เพื่อตีเป็นจังหวะประกอบการรำ ภายหลังเริ่มมีดนตรีจำพวกแทมบูรีน (Tambourine) ลูกซัดหรือลูกแซก กลองทอมบ้า เข้ามาเพิ่มเติมในการประกอบจังหวะ
กรณีของชุมชนบ้านบาตรการเล่นรำวงมักจะเล่นในโอกาสต่าง ๆ โดยเฉพาะเวลาว่างเว้นจากการตีบาตร และเทศกาลงานบุญ งานรื่นเริงต่าง ๆ ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นงานไหว้พ่อปู่ช่วงสงกรานต์ งานวัดภูเขาทอง และงานลอยกระทง ในอดีตมักจะเล่นกันบริเวณกลางลานของชุมชน ที่ชาวบ้านปรับปรุงพื้นที่ปรับแต่งลานดินสำหรับเล่นรำวง
ในอดีตมีคณะรำวงของพระนคร ที่มีชื่อเสียงอย่างคณะรำวงสามย่าน คณะรำวงไทยกิ่งเพชร และคณะรำวงบ้านบาตร แต่ละคณะก็มีการประกวดประชันกัน เพลงรำวงบ้านบาตรที่สำคัญมีจำนวนเพลงอยู่ไม่น้อยกว่า 30 เพลง เชื่อกันว่าวัฒนธรรมการแต่งเพลงบ้านบาตร เกิดจากการซึมซับเพลงไทยเดิมของคนในชุมชนกับสำนักดนตรีบ้านหลวงประดิษฐ์ไพเราะ รวมทั้งบรรดานักร้องวงสุนทราภรณ์ที่เข้ามาคลุกคลีในบ้านบาตรอย่างเลิศ ประสมทรัพย์ สมศักดิ์ เทพานนท์ เป็นต้น
รำวงบ้านบาตรผู้ชายจะเป็นนักร้องและเล่นดนตรี ส่วนผู้หญิงจะเป็นคนรำ ถ้าหากจะกล่าวถึงนักร้อง นักดนตรีรุ่นแรก ๆ ของชุมชน ประกอบไปด้วย นายสุเทพ สุทธดิษฐ์ นายชนะชัย อาบศรีแสง ฯลฯ ขณะที่คนที่แต่งเพลงที่ปรากฎอยู่ในเอกสารผู้แต่งเพลงรำวงบ้านบาตร มีรายชื่อต่าง ๆ อาทิ “เพลงลุล่วงวันดี” และ “เพลงข้างขึ้นเดือนหงาย” โดยพระแป้น, “เพลงมาลัยเอย” โดยลุงพิด บุญประกอบ, “เพลงเชิญซิเชิญดื่ม” โดย น้าทิน, “เพลงใจหนอใจ” และ “เพลงมนต์นาง” โดย พี่จุก อำพล ทะนานทอง, “เพลงแม่น้องสาวเอ๋ย” โดย หม่องเต่ และ “เพลงสุขหนักหนา” โดย น้าชู หยก เป็นต้น

ภายหลังเพลงรำวงบ้านบาตรได้จางหายไปจากชุมชน กระทั่งในปี 2551 คนในชุมชนร่วมกันรื้อฟื้นรำวงบ้านบาตรขึ้นอีกครั้ง ผ่านกลุ่มคนที่ยังมีชีวิตและได้สัมผัสเพลงรำวงมาตั้งแต่เด็ก ๆ ช่วยกันรวบรวมเพลงเเละออกแสดงตามวาระต่าง ๆ ปัจจุบันด้วยการเปลี่ยนแปลงสมัยใหม่ ทำให้เพลงรำวงบ้านบาตรกำลังอยู่ในวิกฤติสำหรับการสืบสานและต่อลมหายใจ แม้ว่าผู้คนส่วนหนึ่งจะยังคงรักษา และสืบสานเพลงรำวงบ้านบาตร ซึ่งจำเจาะอยู่ในหมู่ผู้สูงอายุ และกำลังรอคอยให้ผู้คน เยาวชน และคนที่สนใจได้ต่อลมหายใจรำวงบ้านบาตรขึ้นอีกครั้ง








ความคิดเห็น