Social Determinants of Health Equity - SDHE
โครงการการพัฒนาตัวชี้วัดและระบบกลไกเก็บข้อมูล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาวะในเขตเมือง พื้นทีกรุงเทพมหานคร
เริ่มต้นเทศกาลปีใหม่ไม่ว่าจะเป็นปีใด ประชากรไทยล้วนเริ่มต้นปีด้วยการเข้าวัดทำบุญและสวดมนต์ขอพรให้สมปรารถนากับทุกเรื่องที่หวัง คำขอพร “ด้านสุขภาพ” เองก็เป็นอีกด้านที่เทพเจ้าได้รับคำขอมากมายไม่หวาดไม่ไหว ทว่าเรื่องสุขภาพนี้กลับสัมพันธ์กับเมืองและความเหลื่อมล้ำภายในเมืองมากกว่าที่เราคิด อย่าง “ไม่ออกกำลังกาย เพราะไม่มีเวลา” “ไม่ออกกำลังกาย เพราะสวนอยู่ไกลกับบ้าน” บางครั้งคำพูดเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กับอาชีพและสถานที่สาธารณะภายในตัวเมืองด้วยเช่นกัน และยังมีอีกหลายปัจจัยที่หากเรามองลึกลงไปจะพบว่า สุขภาพของคนล้วนแปรผันไปกับความเป็นเมืองด้วยเช่นกัน
พวกเรา Urban Studies Lab เห็นถึงประเด็นสำคัญนี้ จึงเกิดเป็น โครงการการพัฒนาตัวชี้วัดและระบบกลไกเก็บข้อมูล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาวะในเขตเมือง พื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือ SDHE - Social Determinants of Health Equity เป็นโครงการวิจัยต้นแบบ (Pilot Project) โดย มูลนิธิสถาบันศึกษาเมือง (Urban Studies Institute - USI) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ
Objective

พัฒนาเครื่องมือและกระบวนการเก็บรวบรวม ติดตาม และประเมินผลข้อมูลสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะ 4 กลุ่มในกรุงเทพมหานคร ได้แก่กลุ่ม ผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มเพศหลากหลาย และแรงงานนอกระบบ
พัฒนาฐานข้อมูลสุขภาวะ พร้อมแนวทางวิเคราะห์ตัวชี้วัดปัจจัยสังคมกำหนดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ (SDHE)
พัฒนาแนวทางใช้ประโยชน์ข้อมูลสุขภาวะในการขับเคลื่อนนโยบายและลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาวะ
IMPACTS
50
Beneficiaries / districts
6500
Participants
3
Outputs
9
Stakeholder /organizations
ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ คืออะไร?
ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health - SDH) เป็นปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่มีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อสุขภาพของแต่ละบุคคล โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุ เชื้อชาติ หรือชาติพันธุ์
20% ของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนเรา เกี่ยวข้องโดยตรงกับ การเข้าถึงและคุณภาพของบริการทางการแพทย์
ในขณะที่ อีก 80% ของผลลัพธ์ทางสุขภาพ ถูกขับเคลื่อนโดย สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ปัจจัยสังคม และพฤติกรรมสุขภาพ
การจัดทำตัวชี้วัดปัจจัยสังคมกำหนดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพสำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครในครั้งนี้ คณะวิจัยได้พัฒนาขึ้นโดยอ้างอิงจากกรอบการดำเนินงาน Operational Framework for Monitoring Social Determinants of Health Equity ของ WHO ซึ่งประกอบไปด้วย 88 ตัวชี้วัด ครอบคลุม 6 มิติหลักที่ส่งผลต่อสุขภาวะของประชากรในเขตเมือง เพื่อให้เข้าถึงประชากรในเมืองทุกรูปแบบยิ่งขึ้นไป
มองหา สอดส่อง และลงมือทำ
คณะวิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดและดำเนินการเพื่อวัดผลด้านความเสมอภาคสุขภาพ (Health Equity) สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ผลออกมาดังนี้
⚖️ Pillar 1 (Macro) การให้โอกาสที่เท่าเทียม
มิตินี้จะเน้นการมองภาพรวมว่า "พื้นที่ไหน" ขาดแคลนทรัพยากรพื้นฐานที่สำคัญ ด้วยดัชนี IMD (Index of Multiple Deprivation) เช่น การเข้าถึงการศึกษา เข้าถึงบริการสุขภาพหรือไม่ การเข้าถึงอาหารเป็นอย่างไร รวมถึงการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะอย่าง สวนสาธารณะ เป็นต้น
หลังจากศึกษาและวิเคราะห์แล้วจึงได้ออกมาเป็น เครื่องมือแสดงพื้นที่ใดของกรุงเทพฯ มีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการเหล่านี้มากที่สุด โดยมี ดัชนีความขาดแคลนในระดับพื้นที่ (Index of Multiple Deprivation - IMD) ที่คณะวิจัยพัฒนาออกแบบมาประยุกต์ใช้กับแผนที่ เพื่อแสดงการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นของบริการสำคัญใน 50 เขต เพื่อระบุพื้นที่ที่มีอุปสรรคในการเข้าถึงมากที่สุด โดยครอบคลุม 4 มิติหลัก
◦ การเข้าถึงการศึกษา: เช่น ระยะทางไปยังโรงเรียนสังกัด กทม. และสถานศึกษาระดับอาชีวะ/อุดมศึกษา
◦ การเข้าถึงบริการสุขภาพ: เช่น พิกัดและความครอบคลุมของโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณะ
◦ การเข้าถึงอาหาร: การกระจายตัวของตลาดและซูเปอร์มาร์เก็ต
◦ การเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ: การวิเคราะห์ความเพียงพอและการกระจายตัวของสวนสาธารณะ โดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมือง
รวมถึงวิเคราะห์การเข้าถึงขนส่งสาธารณะแผนที่แสดงระยะเดินเท้า (ตั้งแต่ 100-500 เมตร) ไปยังจุดเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะประเภทต่าง ๆ และข้อมูลความหนาแน่นและที่อยู่อาศัยของครัวเรือนและพื้นที่บุกรุก ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงกายภาพที่ส่งผลต่อความเสี่ยงทางสุขภาพ อีกด้วย
💰 Pillar 2 (Micro) ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะความยากไร้
มิตินี้จะเจาะลึกที่ ทำไมลักษณะของผู้คนและชุมชนของบางกลุ่มถึงมีความเสี่ยงทางสุขภาพมากกว่ากลุ่มอื่น โดยดูจากปัจจัยต่าง ๆ ด้วยดัชนี Social Determinant of Health Equity เช่น ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ บริบททางสังคมและชุมชน พฤติกรรมสุขภาพ และการเข้าถึงระบบสุขภาพ
โดยในการจัดเก็บข้อมูลในครั้งนี้ทางคณะได้พัฒนา กลไกการเก็บข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกกลุ่มข้อมูลมากยิ่งขึ้น และพัฒนาข้อคำถามใน แบบสำรวจ เพื่อข้อมูลที่แม่นยำมากขึ้น
พวกเราเริ่มจากสำรวจผ่านการลงพื้นที่ภาคสนามร่วมเครือข่ายอาสาสมัครจัดเก็บข้อมูลจำนวน 173 คน ประกอบด้วยอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) และอาสาสมัครเทคโนโลยี (อสท.) จากทั้ง 50เขต ร่วมเป็น เครือข่ายการเก็บข้อมูลทั้ง 50 เขต ในการกระจายแบบสำรวจให้กับกลุ่มเป้าหมาย 6,523 คน จาก 4 กลุ่มลักษณะ ดังนี้
ผู้สูงอายุ
ผู้พิการ
แรงงานนอกระบบ
ผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+
ซึ่งการคัดเลือกผู้ทำแบบสำรวจนี้ใช้การออกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มสองขั้นตอน (two-stage sampling) โดยอาศัยการคัดเลือกผู้เข้าร่วมผ่านอาสาสมัคร ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 กำหนดกลุ่มประชากรด้วยวิธีแบบกำหนดโควตา (Quota Sampling)
ขั้นตอนที่ 2 อาสาสมัครฯ ทำการคัดเลือกผู้เข้าร่วมการศึกษาจากชุมชนในพื้นที่ของตน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามความสะดวก
ในการเก็บข้อมูลภาคสนาม คณะวิจัยได้พัฒนาการเก็บข้อมูลให้สะดวกกับผู้ลงภาคสนามด้วยเครื่องมือดิจิตัล KoboToolbox ที่เชื่อมต่อกับ Line Official Account เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการจัดเก็บและแก้ไขข้อมูล และประมวลผลออกมาจนท้ายที่สุดออกมาเป็น ชุดข้อมูลการสำรวจ ที่เป็นฐานข้อมูลชิงลึกเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางสุขภาพ อีกทั้งสามารถระบุกลุ่มประชากรเฉพาะและสาเหตุของปัญหาได้อย่างชัดเจน รวมถึงต่อยอดเป็น ฐานข้อมูลและค่าคะแนนดัชนี SDHE ชุดข้อมูลที่แสดงค่าคะแนนรายตัวชี้วัด ซึ่งสามารถแยกวิเคราะห์ตามปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ เช่น เพศ อายุ รายได้ และสวัสดิการการรักษา
นอกจากการเก็บข้อมูลจริงจากคนในพื้นที่แล้ว คณะวิจัยยังเก็บความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนาในเวที การออกแบบแนวทางการขับเคลื่อนการบูรณาการงานสร้างเสริมสุขภาวะคนเมืองกรุงเทพมหานคร ร่วมกับร่วมกับเครือข่ายตัวแทนจากกลุ่มประชากรเฉพาะและหน่วยงานกทม. เช่น ForOldy Rise Impact เครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย สำนักพัฒนาสังคม สำนักการแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และกรมอนามัย เพื่อระดมความคิดเห็น ส่งเสริมศักยภาพเครือข่าย และหารือประเด็นความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นระบบอีกด้วย
📈 Pillar 3 (Meso) การสร้างแนวทางในการลดความเหลื่อมล้ำ
ในมิตินี้คือการที่หยิบเอาประเด็นที่พบจากแผนที่แสดงพื้นที่อุปสรรค์ในกรุงเทพมหานครฯ ร่วมกับข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากชุดข้อมูลการสำรวจ 50 เขต เพื่อระบุพื้นที่เป้าหมายที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือเร่งด่วน และออกแบบกิจกรรมและนโยบาย ที่แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและเหมาะสมกับบริบทของชุมชน ซึ่งทางคณะวิจัยเก็บข้อมูประชากรเฉพาะ การวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลการขับเคลื่อนนโยบาย ออกมาเป็นผลผลิตสำคัญของโครงการดังนี้
SDHE Dashboard
เว็บไซต์แพลตฟอร์มที่แสดงผลข้อมูลค่าคะแนนดัชนีชี้วัดรายตัว โดยสามารถดูข้อมูลแยกตามรายเขต รายประเด็น หรือรายกลุ่มประชากรได้ ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง Dashboard ได้ผ่านเว็บไซต์ https://sdhe.vercel.app/ โดยระบบมีความสามารถในการแสดงผลที่ละเอียดและหลากหลายประเด็น อย่าง
•การแสดงผลตามมิติความเหลื่อมล้ำ แสดงค่าคะแนนดัชนี SDHE (ปัจจัยรายบุคคลและชุมชน) และดัชนี IMD (Index of Multiple Deprivation) ซึ่งสะท้อนความขาดแคลนทรัพยากรพื้นฐานในระดับพื้นที่
• ระบบคัดกรองข้อมูล (Filters) ที่ผู้ใช้สามารถเลือกดูข้อมูลย่อยแยกตามประเด็นที่สนใจได้ เช่น เพศสภาพ, ช่วงอายุ, สิทธิสวัสดิการการรักษา หรือประเภทอาชีพ
• การแสดงผลเชิงพื้นที่ สามารถเปรียบเทียบข้อมูลแยกตามรายเขต และรายกลุ่มประชากรเป้าหมาย เพื่อให้เห็น "พิกัด" และ "สาเหตุ" ของปัญหาความไม่เท่าเทียมที่ชัดเจน
Dashboard นี้ไม่ได้เป็นเพียงหน้าจอแสดงสถิติเท่านั้น แต่ยังถูกวางบทบาทให้เป็นเครื่องมือสื่อสารนโยบาย (Policy Maker & Public Tool) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สสส., สปสช. เขต 13 และ กทม. สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและนำไปใช้ในการออกแบบมาตรการแทรกแซง หรือนโยบายที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างแม่นยำและตรงจุดตามบริบทของแต่ละพื้นที่อีกด้วย
Health Equitree (ผังต้นไม้สุขภาวะ)
หรือ "ผังต้นไม้สุขภาวะ" คือเครื่องมือเชิงนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และอภิปรายเชิงระบบ (Systems Thinking) โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อเชื่อมโยงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม แทนการมองปัญหาแบบแยกส่วน ทำให้เห็น "ภาพรวม" และ "รากเหง้า" ของปัญหาที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนเมืองได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นโดยใช้ภาพ ต้นไม้เป็นสัญลักษณ์ในการเปรียบเทียบปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาวะนั่นเอง
ซึ่งจากการใช้งานจริงนั้น ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่มองว่า Health Equitree เป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาโครงการด้านสุขภาวะ และความเหลื่อมล้ำมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น แต่ทั้งนี้หากนำไปใช้งานด้วยตนเองอาจจะต้องมีเอกสารอธิบายประกอบการใช้งาน ทั้งนี้หน่วยงานที่ตอบแบบประเมิน “เลือกที่จะนำ Health Equitree” ใช้วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลเชิงปริมาณ
คู่มือการใช้ประโยชน์จากข้อมูลข้อเสนอแนะเสนอเชิงนโยบาย
เพื่อให้ข้อมูลที่ได้รับมานั้นถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด คณะวิจัยจึงจัดเวทีและส่งคืน ชุดข้อมูลเพื่อการพัฒนาโครงการระดับพื้นที่ ที่เป็นผลการวิเคราะห์ข้อมูลให้แก่เครือข่ายการเก็บข้อมูลทั้ง 50 เขตและผู้นำชุมชน รวมถึงจัดทำเอกสารอธิบายการนำข้อมูลไปใช้งานและแนวทางการประเมินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในอนาคตต่อไป เพื่อใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการเขียนโครงการขอรับงบประมาณสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาวะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อ เช่น กองทุน สปสช. หรือโครงการชุมชนเข้มแข็ง
แม้โครงการจะสิ้นสุดลง แต่พวกเรายังคงต้องการขยายผลโครงการต่อ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและทำให้กลไก นโยบาย หรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่ร่วมพัฒนานั้นได้ใช้ประโยชน์สูงสุด โดยมูลนิธิสถาบันเมืองได้วางแนวทางขยายผลโครงการไว้ดังนี้
การขยายผลเชิงปฏิบัติการในระดับพื้นที่และงบประมาณ
• ขับเคลื่อนโครงการกองทุน สปสช. เขต 13
นำข้อมูลที่ได้ไปสนับสนุนเครือข่ายและชุมชนในการเขียนข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนด้านสร้างเสริมสุขภาพจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
• บูรณาการร่วมกับสำนักอนามัย
ขยายผลการขับเคลื่อนนโยบายและแผนงานร่วมกับสำนักอนามัย กทม. โดยเน้นการใช้งบประมาณ สปสช. ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในระดับเส้นเลือดฝอย
การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม
• ธรรมนูญสุขภาพระดับเขต 50 เขต
ทีมงานเตรียมนำข้อมูลไปแลกเปลี่ยนกับสำนักอนามัยเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดทำ "สมัชชาสุขภาพรายเขต" และ "ธรรมนูญสุขภาพระดับเขต" โดยตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมครบทั้ง 50 เขต ภายในเดือนกันยายน 2568
การสร้างกลไกการติดตามผลในระยะยาว
• ผลักดันระบบหอสังเกตการณ์ข้อมูล (Observatory)
มูลนิธิสถาบันศึกษาเมือง (USI) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เตรียมผลักดันให้เกิดระบบหอสังเกตการณ์ข้อมูลด้านความเสมอภาคด้านสุขภาพในเขตเมือง เพื่อให้มีระบบติดตามสถานการณ์และข้อมูลสุขภาวะอย่างต่อเนื่อง
• การบริหารจัดการข้อมูลในระยะยาว
ได้จัดทำแผนส่งต่อการจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลสุขภาวะจากศูนย์วิจัยชุมชนเมืองไปยัง สปสช. เขต 13 เพื่อความยั่งยืนของฐานข้อมูล
การพัฒนาองค์ความรู้และเครือข่ายวิชาการ
• การศึกษาตามยาว (Longitudinal Study)
เนื่องจากข้อจำกัดของการศึกษาภาคตัดขวางที่ไม่สามารถระบุความเป็นเหตุเป็นผลได้ ทีมงานจึงเล็งเห็นความจำเป็นในการขยายผลไปสู่การศึกษาที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างเดิมซ้ำๆ เพื่อให้เห็นแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
• เวทีภาคี Health Equity
จัดเวทีขยายผลการดำเนินงานร่วมกับภาคีด้านความเสมอภาคทางสุขภาพ (เช่น Equity Initiative Fellowship) เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในวงกว้าง
• ขยายผลการจัดเก็บข้อมูลเชิงลึก
พัฒนาชุดคำถามเพิ่มเติมในประเด็นที่ยังเป็นข้อจำกัด เช่น สาเหตุการงดรักษาพยาบาลโดยละเอียด พฤติกรรมสุขภาพที่เฉพาะเจาะจง และข้อมูลด้านอนามัยเจริญพันธุ์ในกลุ่ม LGBTQ+
โดยผลผลิตเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนข้อมูลดิบจากการสำรวจให้กลายเป็น "เครื่องมือเชิงนโยบาย" ที่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในกรุงเทพฯ ได้อย่างตรงจุด รวมถึงการบูรณาการแผนงานระดับเมือง: เสนอแนวคิด One Plan, One Node, One Report เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง กทม. สสส. และ สปสช. เพื่อลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณและภาระงานอีกด้วย
