top of page

การประสานงานชุมชน มีบทบาทหน้าที่สำคัญอย่างไร?


เมื่อพูด “การประสานงานชุมชน”หลายคนอาจคิดว่า คงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ คอยทำหน้าที่ให้บริหารและจัดการเพื่อพัฒนาชุมชนเพียงอย่างเดียว  แต่ในความเป็นจริงนั้น มิติของภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สามารถทำหน้าที่คล้ายคลึงกับหน่วยงานภาครัฐ เพียงแต่โครงสร้างของภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ไม่ได้มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินเช่นภาครัฐ  คำถามคือแล้วภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคมทำงานประสานงานชุมชนกันอย่างไร และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนเมืองอย่างไรบ้าง


ในวันนี้พวกเรา ศูนย์วิจัยชุมชนเมือง(Urban studies lab) จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจ “กระบวนการการทำงานประสานงาน” กับการการพัฒนาชุมชน จากประสบการณ์ของผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว ว่าเขามีแนวทางการทำงานอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกับแนวทางที่รัฐจัดการหรือบริหารหรือไม่ เทคนิค วิธีการของงานชุมชนเป็นอย่างไร  โดยคุณกอล์ฟ อิทธิกร ทองแกมแก้ว ในบทบาทของผู้ประสานงานชุมชน (Community engagement (CE)  ให้กับทางศูนย์วิจัยชุมชนเมือง ภายใต้การกำกับของศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน Ford Community center (FCC) จะพาพวกเราออกสำรวจแนวทาง การทำงานดังกล่าวไปพร้อมกัน



1. เข้าใจพื้นที่ เข้าถึงผู้คน ออกแบบและพัฒนาให้ถูดจุด :


หัวใจการประสานงานชุมชน.. เมื่อพูดถึงแนวทางสำคัญในการทำงานชุมชน หัวใจของการทำงานประสานงานชุมชน คือ “การเข้าใจพื้นที่ เข้าถึงผู้คน  และนำไปสู่การออกแบบพัฒนาอย่างถูกจุด” โดยผ่านกระบวนการ “การเรียนรู้” และทำความเข้าใจ “บริบทของชุมชน” ผ่านข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ รอบด้าน ทั้ง สำนึกทางประวัติศาสตร์ของชุมชน สภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของชุมชน ตลอดจนจุดอ่อน และจุดแข็งของชุมชนเป็นอย่างไร ด้านหนึ่งก็ทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้รวบรวมข้อมูล วิจัยและสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนภายในตัว เป็นแขนขาหรือ และ “คนกลาง” ระหว่างชุมชนกับหน่วยงานให้การทำงานมีความราบรื่นมากที่สุด  เพื่อให้การทำงานมีความชัดเจนและเกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกันต่อทุกฝ่าย .

หนึ่งในทักษะสำคัญที่ CE ควรพกติดตัวคือ “ทักษะการสื่อสาร” เพราะการทำงานพัฒนาชุมชนต้องใช้ความสามารถในการสื่อสารได้อยากเข้าใจ บริบทสภาพแวดล้อม เงื่อนไขข้อจำกัดของชุมชนที่แตกต่างกัน  โดยเฉพาะชุมชนที่เราทำงานด้วย คือ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เราเปรียบเสมือนเป็น “คนกลาง” สำหรับประสานงานด้านความคิด ความเห็น ความต้องการของพี่ ๆ เพื่อนำไปพัฒนาเป็นกิจกรรมและโครงการทั้งในส่วนของหน่วยงานต้นสังกัด ตลอดจนการร่วมกันออกแบบของทีมงาน 


เริ่มต้นจากการพยายามมองว่า อะไรคือข้อจำกัดของชุมชนที่ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรของรัฐได้  เราจะไม่ทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกับรัฐหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เข้ามาทำงานชุมชน จากนั้นพวกเราจะนำแนวทางและปัญหาที่ค้นพบมาสู่การทำงาน ภายใต้ความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง และใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมในการจัดการ ผ่านผู้เชี่ยวชาญของแต่ละกิจกรรมและโครงการโดยตรง



2.ประสานงานที่ดี  ด้วย ทีมเวิร์คที่ดี


การประสานงานชุมชน ที่นำไปสู่แนวทางสำหรับการพัฒนาชุมชน แท้จริงแล้ว ผู้ประสานงานชุมชน ทำหน้าที่เชื่อมระหว่าง “ชุมชน” และ “หน่วยงานสังกัด” สำหรับการทำงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ผู้ประสานงานชุมชน ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ในกระบวนการทำงานจึงต้องพึ่งพา “องคาพยพ” หรือ “การทำงานเป็นทีม”  ที่ต้องต้องเป็นมันสมองและกำลังแขนขา ไปสู่การจัดการและออกแบบกิจกรรม- โครงการต่าง ๆ ตามความต้องการและเหมาะสมกับชุมชนขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ช่วยประสานงานให้กับชุมชนและทีมงานต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของแต่ละงาน

ในหนึ่งกิจกรรม-โครงการ จะประกอบด้วย ผู้จัดการโครงการ ทีมงานฝ่ายต่างๆ ที่คอยสนับสนุนการทำงานจากเบื้องหลัง ในบางกิจกรรมและบางโครงการอาจมีการจัดหาทีมงาน บุคคลทั้งในและนอกองค์กรเพิ่มเติมที่เหมาะสม เช่น ผู้เชี่ยวชาญโครงการ ตากล้อง ทีมออกแบบ ฯลฯ ที่สำคัญคือ พี่ ๆ ชุมชน ที่จะเป็นคนหลักของกิจกรรมของพวกเรา ในขณะเดียวกัน เมื่อชุมชนมีกิจกรรมผู้ประสานงานชุมชน จะต้องมีส่วนร่วมกับการเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างความสัมพันธ์และเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยเรามองว่า “ชุมชนมางานเรา เราก็ต้องไปร่วมงานชุมชน” ตามแต่ความเหมาะสม 



3. ฟังเสียงชุมชน เพื่อเข้าใจปัญหา : พื้นที่พูดคุยส่วนกลาง และการทำงานผ่าน NEED ชุมชน 


กิจกรรมและโครงการหลักที่จะร่วมกันทำงานกับองค์การภายใน ทั้งในส่วนของการสร้างพื้นที่ส่วนกลาง สำหรับการพูดคุยผ่านกลไก “คณะกรรมการเครือข่ายขับเคลื่อนชุมชน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย” การจัดค่ายเด็ก ๆ กิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ  ส่วนงานล่าสุด สด ๆ ร้อน ๆ ของทีมงานที่ผ่านพ้นไป ของ CE ได้ริเริ่มแนวทางการออกแบบ “NEED ชุมชน” โดยให้ทางชุมชนสามารถส่งข้อสนับสนุน ข้อเสนอแนะ สำหรับร่วมกันออกแบบแนวทางการพัฒนาชุมชน ผ่านแบบฟอร์มเล็ก ๆ สำหรับเป็นกลไกเพื่อหาความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง ล่าสุดได้ดำเนินการพัฒนาและออกแบบพื้นที่แหล่งเรียนรู้ชุมชน บนฐานทรัพยากรทางวัฒนธรรม ที่เป็นจุดแข็งของชุมชน ไปสู่พื้นที่ของการเรียนรู้ การทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ต่อไป โดยโครงการ “NEED ชุมชน” ที่ได้ดำเนินการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมี 2 โครงการหลัก 


โครงการแรก จะเป็นโครงการ “นิทรรศการ แหล่งเรียนรู้ศาลากลางบ้าน ชุมชนบ้านบาตร” อันเกิดจากคามต้องการของประธานชุมชน ที่ตั้งใจจะพัฒนาศาลากลางบ้าน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการทำกิจกรรมของชุมชน เป็นนิทรรศการเพื่อให้นิสิต นักศึกษา ผู้สนใจ ได้เข้ามาเรียนรู้ชุมชน ผ่านเรื่องประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตของชุมชนของคนทำบาตร 


และโครงการต่อมา คือ “โครงการอนุรักษ์และจัดทำทะเบียนเอกสารโบราณ แหล่งเรียนรู้บ้านนางเลิ้ง”ด้วยเกิดจากความตั้งใจของผู้นำของชุมชน ที่ต้องการกู้เอกสารโบราณประเภทสมุดไทย ใบลานที่กำลังเสื่อมสภาพ ให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยการทำความสะอาดและจัดทำทะเบียนเบื้องต้น เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการศึกษาและทำความเข้าใจเมืองในอีกมิติหนึ่ง


ถึงแม้ว่างานการประสานงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาชุมชน จะดูเหมือนว่า มีความซับซ้อนในบริบทหลายๆเรื่อง แต่การทำความเข้าใจความต้องการของชุมชนล้วนมีความจำเป็นและต้องใช้ความทุ่มเท และระยะต้องใช้เวลา สำหรับการเข้าไปทำความรู้จัก คลุกคลี และเข้าใจปัญหา หรือ สถานการณ์ของชุมชนนั้นๆ ด้วยความตั้งใจอย่างแท้จริง การพัฒนาชุมชนจึงไม่ใช่เพียงการเข้าสัมภาษณ์  การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเท่านั้น แล้วนำข้อมูลออกมาพัฒนา แต่ ความหมายของงานการประสานงานชุมชน  คือ การ “เข้าใจพื้นที่ เข้าถึงผู้คน และนำไปสู่แนวทางการออกแบบและพัฒนาชุมชนอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน”  


Comments


bottom of page