เมื่อ”ฝุ่น” ทำร้ายคนไม่เลือกหน้าโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มเปราะบาง
- Chayapon[04] Sitikornvorakul
- 2 days ago
- 2 min read
Updated: 1 day ago
วันที่เมืองมี “อากาศสะอาด” คงเป็นภาพฝันที่ทุกคนต้องการ เนื่องจากคุณภาพอากาศในทุกวันนี้มีความเสี่ยงที่จะส่งผลต่อสุขภาพ และ การตัดสินใจทำกิจกรรมนอกอาคารของคนเมืองอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ ฝุ่น PM2.5 ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดโรค และความเจ็บป่วย ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ (อ้างอิง: กรมอนามัย) อีกทั้งในอากาศ ยังมีแต่สสารอื่นที่ส่งผลร้ายนอกเหนือจาก PM2.5 เช่น PM10 NO2 O3 ทำให้การสูดอากาศเข้าไป 1 ครั้งคงมีสสารเหล่านี้ปะปนเข้าไปร่วมกัน การตรวจสอบเฉพาะค่ามลพิษในอากาศ เพียงตัวใดตัวหนึ่งอาจไม่เพียงพอกับการมีสุขภาพที่ดีในปัจจุบัน
.
สสารแต่ละตัวส่งผลกระทบต่อร่างกายคนละส่วนกันและทำให้เกิดอาการที่ต่างกัน ในขณะที่ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสสารที่มองเห็นได้อย่าง ฝุ่น PM2.5 และ PM10 แต่ในความเป็นจริงแล้วสารพิษที่เรามองไม่เห็นนั้นกลับให้โทษกับร่างกายไม่แพ้กันเลย เช่น

.
NO2 หรือ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ภาวะอุณหภูมิสูง และมีออกซิเจนเพียงพอ เมื่อหายใจนำไนโตรเจนไดออกไซด์เข้าสู่ร่างกายแล้ว ส่งผลทำให้เกิดอาการ เช่น ทำลายเซลล์ปอด ทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ เกิดภาวะหลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ ไปจนถึงอาการรุนแรงอย่างการติดเชื้อในปอด ขัดขวางการขนส่งออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายส่งผลให้เกิดอาการหอบหืดและลดศักยภาพการทำงานของปอดร่วมด้วย (อ้างอิง : https://erdi.cmu.ac.th/?p=2697)
.
O3 หรือ โอโซน (ภาคพื้นดิน) ก๊าซที่เป็นผลลัพธ์ของปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศระหว่างไนโตรเจนไดออกไซด์ และสารอินทรีย์ระเหยง่าย โดยมีแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน (ซึ่งมักเกิดในช่วงบ่าย) ทำให้แสบตา แน่นหน้าอก หายใจติดขัด และลดความสามารถในการออกกำลังกายลง
PM2.5 ที่มีขนาดเล็กกว่า PM10 ทำให้เกิดการตกค้างเช่นเดียวกันแต่ด้วยขนาดที่เล็กกว่าทำให้ PM 2.5 แทรกซึมเข้าสู่อวัยวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบทางเดินหายใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อให้เกิดทั้ง อาการเสื่อมถอยทางสติปัญญา โรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื่อรัง ตลอดไปจนขัดขวางการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
.

พวกเรา City Scope ได้จำลองแผนที่ของกรุงเทพฯ เพื่อระบุตำแหน่งของพื้นที่ที่จะเกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพผู้คนโดยมลพิษทางอากาศมากที่สุด (Riskmap analysis) โดยพวกเราอาศัย 4 ปัจจัยในประเมินความเสี่ยงภัยพิบัติ (Disaster Risk Assessment) และประเมินความเปราะบางเชิงสังคมและเศรษฐกิจ รวมไปถึงความสามารถในการรับมือเข้าไปด้วย
1.มิติด้านภัย (Hazard) ซึ่งเป็นตัวแปรตั้งต้นที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ อันก่อเกิดจากแหล่งกำเนิดมลพิษ อาทิ ถนน โรงงาน
2.มิติการรับสัมผัส (Exposure) ปัจจัยรองลงมาเนื่องจากความเสี่ยงทางสุขภาพจะขยายตัวตามความหนาแน่นของประชากรและผู้รับสัมผัสในพื้นที่นั้นๆ
3.มิติความเปราะบาง (Vulnerability) เน้นย้ำความสำคัญของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ (ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก ผู้สูงอายุ) ซึ่งมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบรุนแรงใากกว่าคนทั้วไปแม้จะอยู่ในพื้นที่ที่มีปริมาณมลพิษทางอากาศเทียบเท่ากัน
4.มิติการลดผลกระทบ (Mitigation) พิจารณาพื้นที่ที่มีศักยภาพในการลดผลกระทบ อาทิพื้นที่สีเขียวที่สามารถเจือจางมลพิษได้ในรัดับพื้นผิว

โดยสามารถแบ่งระดับความเสี่ยงเป็น 4 ระดับ ดังนี้
กรอบการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงมลภาวะทางอากาศกรุงเทพมหานคร
.
ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์ซ้อนทับข้อมูลทางภูมิศาสตร์ (Weighted Overlay Analysis) โดยกำหนดปัจจัยวัดผล 4 มิติและกำหนดค่าน้ำหนักความสำคัญ ดังตารางต่อไปนี้
มิติการวิเคราะห์ | สัดส่วนค่าน้ำหนัก | รายละเอียดตัวชี้วัด (Indicators) |
1. Hazard | 40% | 1.1 ความเข้มข้นฝุ่น PM2.5 (Concentration) พิจารณาค่าเฉลี่ยรายปีจากการบูรณาการข้อมูล 2 แหล่ง คือ สถานีตรวจวัดภาคพื้นดิน และข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม |
1.2 ความหนาแน่นถนน (Road Density) พิจารณาความหนาแน่นของโครงข่ายคมนาคมซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นหลัก | ||
1.3 แหล่งกำเนิดอุตสาหกรรม (Factory Density) พิจารณาการกระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรม | ||
2. Exposure Dimension (การรับสัมผัส) | 30% | 2.1 การตั้งถิ่นฐาน (Population Density) พิจารณาความหนาแน่นของประชากร |
2.2 พื้นที่อ่อนไหว (Sensitive Places) พิจารณาระยะความใกล้-ไกลจากสถานที่สำคัญ (โรงเรียน, โรงพยาบาล) | ||
3. Vulnerability | 20% | 3.1 กลุ่มเปราะบางทางสังคมและสุขภาพ ประกอบด้วย 2 กลุ่มย่อย: • ผู้ป่วยติดเตียงและผู้พิการ • เด็กเล็กและผู้สูงอายุ |
4. Mitigation | 10% | 4.1 พื้นที่สีเขียว (Green Space) พิจารณาพื้นที่สวนสาธารณะและพื้นที่ไม้ยืนต้นที่ช่วยดูดซับฝุ่น |

🔴สีแดง = พื้นที่เสี่ยงสูงมาก มีปริมาณมลพิษในอากาศสะสมสูง เป็นพื้นที่เมืองหนาแน่น และมีกลุ่มเปราะบางอาศัยอยู่มาก ขาดแคลนพื้นที่สีเขียว จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมเร่งด่วน
พื้นที่ : กระจุกตัวหนาแน่นใน พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ได้แก่ เขตปทุมวัน, ราชเทวี, สาทร, บางรัก, คลองเตยเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นถนนสูงที่สุด ทำให้มีการกระจุกตัวของประชากรและอาคารสูงหนาแน่นและมีค่าความเข้มข้นของปริมาณมลพิษในอากาศสะสมสูงจากการจราจรที่ติดขัดตลอดวัน อีกทั้งสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ทำให้ขาดกลไกการฟอกอากาศตามธรรมชาติ

🟠 สีส้ม = พื้นที่เสี่ยงสูง พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นที่มีแหล่งกำเนิดมลพิษ (รถยนต์/โรงงาน) ปะปนอยู่
พื้นที่: กระจายตัวล้อมรอบพื้นที่ชั้นใน และขยายตัวออกไปตามแนวถนนสายหลักทางทิศตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) เช่น เขตธนบุรี, คลองสาน, บางกอกใหญ่, บางกอกน้อย และทางทิศตะวันออก เช่น บางกะปิ, สวนหลวง
เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นที่มีการจราจรหนาแน่น และมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กแทรกตัวอยู่ในชุมชนทำให้แหล่งกำเนิดมลพิษอยู่ประชิดกับบ้านเรือนและสัดส่วนผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงอาศัยอยู่หนาแน่น

🟡 สีเหลือง = พื้นที่ควบคุม: พื้นที่ชานเมืองหรือรอยต่อที่มีการขยายตัวของเมือง ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
พื้นที่: เขตชั้นกลางและรอยต่อเมือง เช่น สะพานสูง, สายไหม, ประเวศ, บางนา, บางขุนเทียน
เนื่องจากเป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านที่มีความหนาแน่นของประชากรลดลงมาจากใจกลางเมือง แม้ปริมาณมลพิษในอากาศอาจจะไม่สูงเท่าพื้นที่ใจกลางเมือง แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากโรงงานอุตสาหกรรมและการขยายตัวของเมือง และความหนาแน่นของประชากรน้อยกว่าในเขตเมือง แต่พื้นที่กลุ่มนี้มักเป็นจุดตัดของทางด่วน ถนนวงแหวน และเป็นที่ตั้งของศูนย์กระจายสินค้า/โกดัง (โดยเฉพาะบางนาและบางขุนเทียน) ทำให้ได้รับผลกระทบจากควันดำของรถบรรทุกและภาคขนส่ง มากกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล

🟢 สีเขียว = พื้นที่ปลอดภัย: พื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่โล่งชานเมือง มีประชากรเบาบางและมีพื้นที่สีเขียวช่วยดูดซับมลพิษสูง
พื้นที่: กรุงเทพฯ รอบนอก โดยเฉพาะทิศตะวันออก (หนองจอก, คลองสามวา, ลาดกระบัง) และทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ทุ่งครุ, บางขุนเทียนส่วนชายทะเล)
เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่โล่งสูง ช่วยเป็นพื้นที่ระบายอากาศ ความหนาแน่นของประชากรและถนนต่ำกว่าเขตเมืองอย่างชัดเจน อีกทั้งมีแหล่งกำเนิดมลพิษน้อย (ถนนน้อย/โรงงานน้อย) และมีประชากรเบาบาง ทำให้โอกาสที่คนจะมลพิษมีน้อยกว่าเขตอื่น

ในทุกวันนี้ที่ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่ที่มีการตื่นตัวและระแวดระวังมลพิษอย่างฝุ่น pm2.5 เป็นพิเศษ แต่อย่างไรก็ตามในอากาศที่เราหายใจยังคงมีมลพิษอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ฝุ่นอีกมากมาย AQHI จึงเป็น platform ทางเลือกตัวช่วยในการวางแผนการใช้ชีวิต และการรับมือกับมลพิษ ที่ไม่ได้แค่บอกปริมาณของมลพิษแต่สามารถบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพ พร้อมให้คำเเนะนำ
ในพื้ในพื้นที่เมืองมหานครอย่างกรุงเทพฯ ความเป็นเมืองทำให้เกิดความหลากหลายของประชากรที่อยู่ในพื้นที่ ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ พนักงานออฟฟิศ แม่ค้าร้านหาบเร่แผงลอย ผู้ป่วยสุขภาพดีและกลุ่มคนรักสุขภาพ แม้ว่าทุกคนจะสูดหายใจด้วยอากาศเดียวกันแต่โทษของมลพิษแต่ละชนิดกลับแสดงผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในร่างกายของแต่ละคน จากงานวิจัยนี้ทำให้พบว่ามีกลุ่มคนอยู่ไม่น้อยที่ถูกจัดอยู่ใน “กลุ่มเปราะบาง” อาทิ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง หรือแม้กระทัั่งวัยแรงงานที่มีความจำเป็นต้องทำงานในที่โล่งแจ้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ AQHI จะเป็นตัวช่วยให้คำแนะนำในการป้องกันมลพิษทางอากาศให้กับกลุ่มเปราะบางแต่ละประเภท เพื่อลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโทษที่เกิดจากมลพิษรอบตัว
.
พวกเราหวังว่า AQHI จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเลือกให้ทุกคนได้เตรียมความพร้อม กับภัยฝุ่นในเมืองให้กับตัวเองและคนที่เรารัก ให้ปลอดภัยจากภัยร้ายซึ่งอาจยากที่จะเลี่ยง แต่ไม่ยากเกินกว่าที่ทุกคนจะรับมือ
.
แหล่งที่มาของข้อมูล การวิเคราะห์ คือ Atmospheric Composition Analysis Group (ACAG),
OpenStreetMap (OSM), Global Human Settlement Layer (GHSL) European Commission, Joint Research Centre (JRC) กรมพัฒนาที่ดิน และกรมการปกครอง.
.








Comments