top of page

เมื่อนโยบายภาพใหญ่ อาจไม่เพียงพอต่อการสู้ภัยฝุ่น💨

เราทุกคนทราบกันดีว่า ”ฝุ่น” เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและสุขภาพ โดยเฉพาะ ช่วงฤดูกาลเกิดฝุ่น อย่างไรก็ตามหน่วยงานภาครัฐก็ได้มีความพยายามจะแก้ไข บรรเทามลพิษเหล่านี้ผ่านนโยบาย และ แผนการรับมือในภาพกว้าง แต่มันเพียงพอแล้วจริงใช่ไหม?



เมื่อวันที่ 24 กรกรฏาคม  2569 มีการจัดกิจกรรมตรวจสอบและพัฒนา (ร่าง) จึงมีการร่างแผนระดับเขต แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2567 ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ในการควบคุมการเกิดมลพิษในพื้นที่เฉพาะที่แตกต่างกันออกไป

.

ดร.พงษ์พิศิษฐ์ หุยากรณ์ ตำแหน่งเลขาร่วมฯ ของคณะกรรมการขับเคลื่อนโยบายและระบบฐานข้อมูลฯ  รายงานว่า การจัดเวทีตรวจสอบและพัฒนาร่างแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ระดับเขตของกรุงเทพมหานคร (Policy Audit Forum) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทั้ง 25 เขต ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะต่อร่างแผนปฏิบัติการระดับเขตและระดับชุมชน เพื่อให้แผนดังกล่าวสอดคล้องกับสภาพปัญหาและบริบทของแต่ละพื้นที่ และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม 



นโยบายหลักและวัตถุประสงค์ในการจัดการฝุ่น PM2.5 (ปี 2569–2575)

  • กรอบการบูรณาการแผนงานเชิงยุทธศาสตร์: แผนงานนี้พัฒนาขึ้นจากการบูรณาการร่วมกันระหว่าง แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2569 (ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติฯ ฉบับที่ 2) และ แผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ระยะ 6 ปี (พ.ศ. 2570–2575)

  • กลไกหลักในการขับเคลื่อน: มุ่งเน้นการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศและการรับมือด้านสุขภาพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพในระดับพื้นที่ โดยใช้ สำนักงานเขต และ ศูนย์บริการสาธารณสุข เป็นสองกลไกหลักในการดำเนินงาน

  • 3 เสาหลักของการดำเนินงาน (Core Pillars):

    • ด้านข้อมูลและเครื่องมือ: พัฒนาฐานข้อมูล กำลังคน เครื่องมือพยากรณ์และแจ้งเตือน และขยายระบบติดตามฝุ่นลงลึกถึงระดับแขวง

    • ด้านการควบคุมแหล่งกำเนิด: ตรวจจับควันดำจากต้นตอ ลดมลภาวะจากแหล่งกำเนิด และพัฒนาพื้นที่ปลอดฝุ่น

    • ด้านการดูแลสุขภาพ: ป้องกันและดูแลสุขภาพของประชาชนโดยตรง

  • โครงสร้างของแผนการดำเนินงาน: แบ่งการปฏิบัติงานออกเป็น 

    • ส่วนที่ 1: แผนปฏิบัติการระดับเขต 

(แบ่งย่อยเป็น มาตรการตลอดปี และมาตรการเผชิญเหตุเมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน) 

  • ส่วนที่ 2: แผนปฏิบัติการระดับชุมชน



ส่วนที่ 1: แผนปฏิบัติการระดับเขต (District-Level Action Plan)

1. มาตรการดำเนินการตลอดทั้งปี (มาตรการปกติ)

  • การพัฒนาฐานข้อมูลกลางเชิงพื้นที่: 

    • จัดทำฐานข้อมูลกลางที่ระบุข้อมูลคุณภาพอากาศ ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง (เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย) พิกัดสถานพยาบาล และตำแหน่งแหล่งกำเนิดมลพิษ (พื้นที่เผา โรงงาน แพลนท์ปูน ไซต์ก่อสร้าง) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ระดับเขตสามารถเข้าถึงและใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที

  • ลดช่องว่างและพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่: 

    • จัดอบรมทักษะด้านข้อมูล การวิเคราะห์ และการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบกลางให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับฝ่ายของเขตเพื่อเพิ่มศักยภาพกำลังคน

  • ขยายระบบติดตามและแจ้งเตือนฝุ่นระดับแขวง 1,000 จุด: 

    • รวบรวมข้อมูลเซ็นเซอร์ตรวจวัดฝุ่นที่มีอยู่เดิม และประสานขอความร่วมมือติดตั้งเซ็นเซอร์เพิ่มเติม (อย่างน้อย 1 เครื่องต่อแขวง) โดยมุ่งเน้นไปที่สถานศึกษา (โรงเรียนสังกัด กทม. 437 แห่ง) และสถานที่ก่อสร้าง (100 แห่ง)

  • จัดทีม "นักสืบฝุ่น": 

    • ร่วมมือกับภาคการศึกษาและสถาบันอุดมศึกษาเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบสสารฝุ่นละออง และอบรมให้ความรู้กับเครือข่ายชุมชน/อาสาสมัครเทคโนโลยี (อสท.) เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังและระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นในระดับพื้นที่

  • ตรวจจับควันดำเชิงรุก: 

    • ทำการตรวจควันดำ ณ สถานที่ต้นทาง (อู่รถเมล์ ไซต์ก่อสร้าง โรงงาน และแพลนท์ปูน) อย่างน้อยแห่งละ 2 ครั้ง และประสานโรงเรียนฝึกอาชีพ กทม. หรือวิทยาลัยอาชีวศึกษาในพื้นที่เพื่อให้บริการตรวจเช็คเครื่องยนต์ฟรีแก่ประชาชน

  • ตรวจสอบคุณภาพอากาศเชิงนุกในโรงงานอุตสาหกรรม: 

    • ตรวจวัดฝุ่น PM2.5 และ PM10 บริเวณรอบแพลนท์ปูน กิจกรรมหลอมโลหะ และกิจการที่ใช้หม้อไอน้ำ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อเดือน และสั่งการลงโทษตามกฎหมายหากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน

  • ควบคุมและลดการเผาในที่โล่ง: 

    • ถ่ายโอนอำนาจการดูแลลดการเผาภาคเกษตรมายังระดับเขต (เน้นพื้นที่ร่อง เช่น คลองสามวา หนองจอก ลาดกระบัง) ส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังทดแทนการเผา และจัดหาเครื่องอัดฟางข้าวผ่านการทำ BOI ร่วมกับเอกชน

  • ขอความร่วมมือศาสนสถาน: 

    • ประสานงานกับวัดและศาลเจ้าในพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนงดการจุดธูปและเทียน เพื่อควบคุมการก่อมลพิษในพื้นที่ชุมชน

  • ขยายพื้นที่ปลอดฝุ่นด้วยพื้นที่สีเขียว 

    • (BKK Clean Air Area): ขยายโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นและสวน 15 นาที พร้อมทั้งรณรงค์และสนับสนุนให้ชุมชนปลูกต้นไม้กรองฝุ่นขนาดเล็ก (เช่น พลูด่าง ลิ้นมังกร หมากทอง) ในบริเวณที่มีพื้นที่จำกัด ตลอดจนการล้างถนนและใบไม้เพื่อลดฝุ่นสะสม

  • ส่งเสริมระบบนิเวศการเดินทางสีเขียว (Ecosystem): 

    • ปรับปรุงทางเท้า ซ่อมแซมจุดชำรุด เพิ่มแสงสว่างและกล้อง CCTV จัดระเบียบทางเท้า สนับสนุนบริการจักรยานสาธารณะ (Bike Sharing) รถโดยสารไฟฟ้า Feeder และเรือไฟฟ้า EV


มาตรการเผชิญเหตุ (เมื่อค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ระหว่าง 37.6 – 75 ไมโครกรัม/ลบ.ม.)

  • แจ้งเตือนสถานการณ์เชิงรุก: ตรวจสอบคุณภาพอากาศและแจ้งเตือนประชาชนผ่านทางช่องทางออนไลน์ (Line OA, กลุ่มไลน์ชุมชน) วันละ 3 ครั้ง ควบคู่กับการประกาศผ่านทางเสียงตามสาย ป้าย LED จราจรอัจฉริยะ และการปักธงคุณภาพอากาศในจุดสำคัญ

  • มาตรการ Low Emission Zone (LEZ): ตรวจสอบและควบคุมการวิ่งของรถยนต์ตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไปที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน Green List ผ่านระบบกล้อง CCTV AI

  • จำกัดการก่อมลพิษและควบคุมกฎหมายรุนแรง: บังคับใช้ พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ในการตรวจสอบสถานประกอบการ หากเข้าขั้นวิกฤตสามารถเสนอออกประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ เพื่อเพิ่มบทลงโทษขั้นเด็ดขาด (เช่น การจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท สำหรับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเผาในที่โล่ง)

  • มาตรการจำกัดยานพาหนะและส่งเสริม WFH: รณรงค์การจำกัดการใช้รถ ประสานงานหน่วยงานและเอกชนในพื้นที่ล่วงหน้าให้ลงทะเบียนเตรียมพร้อมระดมใช้ระบบ WFH ทันทีเมื่อผู้ว่าฯ กทม. ออกประกาศความร่วมมือ

  • หน่วยแพทย์เคลื่อนที่และแจกหน้ากาก: สนับสนุนการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 69 หน่วยเพื่อคัดกรองสุขภาพ แจกหน้ากาก N95 ให้กลุ่มเปราะบาง และให้บริการผ่านคลินิกมลพิษทางอากาศในโรงพยาบาลสังกัด กทม. 8 แห่ง พร้อมส่งเสริมระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) ผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม

  • ดูแลป้องกันฝุ่นในโรงเรียน: ให้อำนาจผู้อำนวยการสถานศึกษาปิดเรียนได้ไม่เกิน 3 วัน (หรือผู้อำนวยการเขตปิดได้ไม่เกิน 7 วัน) หากยังเปิดทำการเรียนการสอน จะต้องสั่งงดกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมดและจัดให้มีห้อง Safe Zone ปลอดฝุ่นรองรับเด็กนักเรียน



มาตรการเผชิญเหตุขั้นวิกฤต (เมื่อค่าฝุ่น PM2.5 เกิน 75 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ติดต่อกัน 3 วัน)

  • สั่งหยุดกิจกรรมก่อสร้าง: ขอความร่วมมือผู้ประกอบการระงับกิจกรรมก่อสร้างที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง (เช่น งานรื้อถอนแบบแห้ง การปรับดิน การใช้เครื่องจักรตัดหิน และเครื่องยนต์ดีเซล) และดำเนินการปรับหากมีการฝ่าฝืน

  • ลดกำลังการผลิตโรงงานอุตสาหกรรม: ขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่มีการหลอมโลหะ หรือใช้งานหม้อต้มไอน้ำดีเซลและชีวมวล ให้ปรับลดกำลังการผลิตเพื่อลดปริมาณการระบายมลพิษทางอากาศ

  • ลงตรวจและรักษาเชิงรุกรอบแหล่งกำเนิด: ร่วมมือกับศูนย์บริการสาธารณสุขในการส่งทีมแพทย์เชิงรุกเข้าไปตรวจสุขภาพคนงานในสถานประกอบการและประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ พร้อมประสานงานจัดตั้งศูนย์หรือห้องอากาศสะอาดเพื่อเป็นจุดพักผ่อนให้กับชุมชน

  • ลงพื้นที่เชิงรุกในชุมชน (การแจกหน้ากากอนามัย การคัดกรองกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เพื่อส่งต่อเข้าระบบการรักษาในโรงพยาบาล/คลินิกมลพิษทางอากาศ/ใช้บริการห้องปลอดฝุ่น)



ส่วนที่ 2: แผนปฏิบัติการระดับชุมชน (Community-Level Action Plan)

  • พัฒนาระบบเฝ้าระวังและการส่งข่าวฝุ่น: ขยายระบบการปักธงเตือนฝุ่นในชุมชน แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นแบบ Realtime ผ่านทางไลน์กลุ่มชุมชน กลุ่มไลน์ผู้นำ และทางเสียงตามสาย โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านเข้าถึงระบบแจ้งเตือนฝุ่น "AQHI Line OA"

  • การแจ้งเหตุแบบมีส่วนร่วม (Citizen Science): เปิดระบบและส่งเสริมขีดความสามารถให้เยาวชนและสมาชิกชุมชนสามารถเฝ้าระวัง ตรวจจับ และร้องเรียนต้นตอของการเผาไหม้ มลพิษ หรือผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงไปยังระดับเขตผ่านช่องทางไลน์กลุ่มหรือระบบ Traffy Fondue

  • ยกระดับพื้นที่ปลอดภัยเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง (Dust-Free Zones):

    • ห้องปลอดฝุ่นในชุมชน: ปรับเปลี่ยนที่ทำการชุมชน หรือศูนย์บริการสุขภาพชุมชนให้กลายเป็นห้องปลอดฝุ่นสำหรับกลุ่มเปราะบาง (ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยทางเดินหายใจเรื้อรัง) (มีตัวอย่างโครงการเสนอขอทุนสนับสนุนจาก สปสช. นำร่อง ณ ที่ทำการชุมชนสงวนคำ เขตหนองแขม เพื่อทำห้องปลอดฝุ่นและอบรมดูแลสุขภาพกลุ่มเสี่ยง 125 คน)

    • การจัดหาอุปกรณ์ป้องกัน: ส่งมอบ "มุ้งกันฝุ่น" ให้แก่ครัวเรือนที่มีความเสี่ยงสูง และจัดสรรหน้ากากอนามัยสำหรับกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึง

    • การจัดการฝุ่นภายนอก: ติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำหรือสปริงเกอร์ฉีดน้ำบริเวณสนามกีฬา ลานกิจกรรมกลางแจ้ง หรือพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน โดยขอความร่วมมือจากสำนักงานประปาในการสนับสนุนค่าน้ำเพื่อสาธารณประโยชน์

    • การปรับปรุงสิ่งแวดล้อม: ปลูกไม้พุ่ม ไม้ใบใหญ่ หรือต้นไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กในบริเวณรอบจุดเชื่อมต่อทางเท้าหรือชุมชนใกล้ถนน

  • การอบรมสร้างองค์ความรู้และการพบแพทย์ออนไลน์: ฝึกอบรมให้คำแนะนำแก่กลุ่มเสี่ยง (ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง) และสร้างผู้นำระดับ อสส. อสท. และเยาวชนแกนนำ เพื่อช่วยคัดกรองอาการและให้คำแนะนำการป้องกันระดับครัวเรือน ตลอดจนส่งเสริมความสามารถในการพบแพทย์ออนไลน์ผ่าน ระบบ Telemedicine (หมอพร้อม)


อย่างไรก็ตาม การเสนอนโยบายด้านการรับมือในสภาพการณ์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละเขต เป็นสิ่งจำเป็นและช่วยให้การแก้ไขปัญหาด้านฝุ่นถูกแก้ไขครบถ้วนทั้งต้นทางจนถึงปลายทาง




Comments


bottom of page