วรรณวาน (Once was) นำเสนอ “ย้อนอดีตงานภูเขาทอง”ที่หายไปผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ : จากยุคคณะราษฎร์ ถึงทศวรรษ 2540🔍🎪
- Chayapon[04] Sitikornvorakul
- Nov 7
- 4 min read
ความสำคัญของงานวัดภูเขาทอง
ในทุก ๆ ปี ช่วงปลายฝนต้นหนาว หลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะในที่ราบลุ่มภาคกลาง จะเริ่มเข้าสู่การจัดงานรื่นเริง ต่าง ๆ หนึ่งในพื้นที่ที่ยอดฮิตสำคัญก็คือการเที่ยวงานวัด ขณะเดียวกันหนึ่งในงานยอดฮิตของชาวกรุง ทั้งชนชั้นกลาง ไปจนถึงชาวบ้านทั่วไป ไม่มีใครที่ไม่รู้จักงานภูเขาทอง เทศกาลงานยอดฮิตของคนกรุง ซึ่งจะจัดในทุก ๆ ปี ช่วงใกล้เทศกาลลอยกระทง สัญญาณจัดงานเริ่มต้นด้วยการห่มผ้าแดง ณ บรมบรรพต ถือเป็นสัญญาณการจัดงานอย่างเป็นทางการของการเริ่มต้นของงานภูเขาทองนั่นเอง
ความเป็นงานวัดภูเขาทอง ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มมีขึ้นเมื่อใด สันนิษฐานว่า มาพร้อมกับการขุดคลองมหานาคในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้เกิดการละเล่นเพลงเรือ การชุมนุมของผู้คนในฤดูน้ำหลาก บ้างก็ว่ามาพร้อมกับการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุบนภูเขาทองในสมัยรัชกาลที่ 5 จะด้วยการเกิดขึ้นสาเหตุใดก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่า งานภูเขาทอง ต้องเป็นหนึ่งในพื้นที่และงานสำคัญของคนกรุงมาอย่างยาวนาน
หากนึกถึงงานภูเขาทอง มีหลายสิ่งที่หายไป ไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพบริบททางเศรษฐกิจ สังคม ไปจนถึงอำนาจรัฐ อำนาจสงฆ์ ทำให้รูปแบบการจัดงาน การละเล่น หรือความบันเทิงหลายอย่างค่อย ๆ เลือนหายไป ด้วยถูกตีตราว่าไม่เหมาะสม ขัดกับศีลธรรมอันดีบ้าง อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ความเป็นชุมชนเมือง ความเป็นวิถีชาวบ้านทั่วไป เพราะพื้นที่วัดกับพื้นที่ความบันเทิงเป็นของที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน นอกจากวัดจะเป็นพื้นที่ประกอบศาสนกิจแล้ว วัดยังเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมและความบันเทิงต่าง ๆ เป็นทั้งพื้นที่ปลดปล่อย พื้นที่สนุกสังสรรค์ของคนทุกกลุ่ม ทุกชนชั้น เป็นพื้นที่ของหนุ่มสาว ก่อนที่พื้นที่บันเทิงและความสนุกของคนเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอยู่ที่สวนสนุก ห้างสรรพสินค้า และสถานบันเทิงสมัยใหม่ในภายหลัง
ด้านหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า หลังการเปลี่ยนแปลงของอำนาจรัฐ อำนาจการจัดการของสงฆ์ วัดต้องดิ้นรน และต้องแสวงหา แนวทางเพื่อหาทุนทรัพย์เพื่อหางานมาทำนุบำรุงอาราม และค่าใช้จ่ายภายในวัด ขณะเดียวกันเปิดพื้นที่ให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างจังหวัดและพื้นที่ต่าง ๆ สามารถนำสินค้าอุปโภค บริโภคมาค้าขาย เปิดโอกาสให้สินค้าจากท้องถิ่น ได้ออกร้านขายของสำหรับคนกรุง
การจัดงานวัดคงดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้งานวัดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก คือ ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดงานวัด พ.ศ. 2537 ระเบียบดังกล่าว มีผลให้การจัดกิจกรรม การละเล่นสิ่งบันเทิงต้องเปลี่ยนแปลงไป กิจกรรมต่าง ๆ ต้องขัดต่อพระธรรมวินัย ทั้งการแสดงที่ไม่ดูหมิ่นพระศาสนา โดยเฉพาะข้อห้ามจัดการละเล่น สิ่งบันเทิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพนัน การเต้นรำ รำวง สื่อลามก ระบำที่ยั่วกามารมณ์ การแข่งมวย การทรมารสัตว์ การดื่มสุรา รวมไปถึงการประกวดนางงาม
ศูนย์วิจัยชุมชนเมือง(Urban studies lab) จึงจะพาย้อนไปดูบรรยากาศระดับตำนานของงานวัดสระเกศผ่านหลักฐานสื่อสิ่งพิมม์ ภาพถ่าย ในช่วงทศวรรษ 2470 - 2540 ซึ่งนับเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านรูปแบบงานวัดมากมาย โดยเฉพาะบันทึกผ่านหนังสือพิมพ์เก่า ภาพของเอนก นาวิกมูล นิตยสารสารคดี และนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ที่ได้เก็บกลิ่นอายงานวัดภูเขาทองที่จางหายไป คงอยู่ มีการปรับตัวใหม่

ย้อนอดีตงานภูเขาทองที่หายไปผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ : จากยุคคณะราษฎร์ สู่ทศวรรษ 2540
การพนัน - การประกวดศิลปกรรมนักเรียน - การประกวดเเม่ค้างาม
ความบันเทิงที่หายไป จากยุคคณะราษฎร์ - สงครามโลกครั้งที่ 2
ในงานภูเขาทอง มีหลักฐานการแข่งการพนันในรูปแบบต่าง ๆ อย่างน้อยมีพัฒนาการมาตั้งแต่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในปี 2451 กระทรวงนครบาล อนุญาตให้ออกร้านการเล่นการพนันต่าง ๆ อาทิ ไม้หมุน ชี้รูป โยนห่วง โยนสิ่งของให้ลงขวด ลงไห ตกเบ็ดเอาสิ่งของ ล้วงเหรียญ จับฉลาก ชักเส้นด้าย ปาหน้าคน ยิงเป้า ดูเหมือนว่าพัฒนารูปแบบการเล่นต่าง ๆ ยังคงต่อเนื่องมากระทั่งยุคคณะราษฎร์ ในปี 2477 คณะกรรมการจัดงานนักขัตฤกษ์ภูเขาทองวัดสระเกศ อนุญาตให้มีการเล่นการพนันประเภทที่ 2 ประกอบด้วย ตกเบ็ด บิงโก ปาหน้าคน หน้าหน้าสัตว์ โยนห่วง ยิงเป้า ฯลฯ ซึ่งการเปิดพื้นที่ให้มีการเล่นการพนัน
ปีเดียวกันทางโรงเรียนประชาบาลวัดสระเกศ ได้มีการจัดงานประกวดฝีมือนักเรียนประชาบาล ของนักเรียนในจังหวัดพระนคร - ธนบุรีตรงกับวันภูเขาทอง โดยมีการจัดประกวดผลงานและวิชาชีพของนักเรียนอำเภอต่าง ๆ ให้กับนักเรียน ตั้งแต่วันที่ 18 - 22 พฤศจิกายน
งานวัดภูเขาทอง ปี 2484 ในบรรยากาศช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดสระเกศ มีการจัดประกวด “แม่ค้างาม” ขึ้นในงานวัดภูเขาทอง แนวคิดเรื่องการจัดประกวดงานประกวดนางงามเช่นนี้ มีพัฒนาการมาจากการประกวดนางสาวไทย ที่จัดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2470 โดยเฉพาะในปี 2477 มีการประกวดนางสาวสยามขึ้น โดยรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามริเริ่มจัดงานดังกล่าวเนื่องในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ซึ่งเข้าใจว่างานประกวดเเม่ค้างามของภูเขาทอง คงได้รับอิทธิพลการประกวดนางงามที่มาจากการประกวดนางสาวสยามที่เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ

ชิงช้าสวรรค์- ม้าหมุน - รถไต่ถัง เเรกเริ่มเดิมที งานวัดคือพื้นที่สวนสนุกของคนกรุง
ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน รถไต่ถัง นับเป็นเครื่องเล่นและสัญลักษณ์ทั่วไปของงานวัดและงานภูเขาทองและงานวัดทั่วไป มีเครื่องเล่นอย่างชิงช้าสวรรค์ ถูกยกย่องว่าเป็นกีฬาแห่งเครื่องเล่นในงานวัด ที่หลาย ๆ คนต้องการที่จะได้ขึ้นไปนั่ง เนื่องจากจะได้เห็นถึงบรรยากาศของงาน และดื่มด่ำกับความสนุก ตื่นเต้น มุมสูง
ในทศวรรษ 2500 ในช่วงกึ่งพุทธกาล สังคมไทยได้เข้าสู่ยุคพัฒนา น.อ.เลื่อน พงษ์โสภณ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พื้นเพครอบครัวทำโรงเลื่อย เเละร้านขายของบริเวณใกล้ประตูสามยอด คลองโอ่งอ่าง
ด้วยความเป็นคนชอบเครื่องยนต์ จึงได้ประดิษฐ์คิดค้นดัดแปลงเครื่องเล่นต่าง ๆ ที่ดัดแปลงมาจากเครื่องเล่นของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น รถไต่ถัง ชิงช้าสวรรค์ คนเหาะ ม้าหมุน รถไฟเล็ก รถโกค้าท สามล้อถีบ ฯลฯ

สาวน้อยตกน้ำ
หนึ่งในสีสันของการเล่นเครื่องเล่นในงานวัด คงหนีไม่พ้นสาวน้อยตกน้ำ ส่วนใหญ่จะมีเป้าหมายของการมาดูสาว ๆ ที่จะเป็นเป้าให้กับผู้ที่จะโยนลูกบอลให้ตรงกับแป้นที่ให้สาว ๆ ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ตกลงไปในน้ำ เพื่อเรียกเสียงหัวเราะ เเละความสนุกสนานเมื่อสาวผู้นั้นเปียกปอน
ปัจจุบันพัฒนาการของสาวน้อยตกน้ำได้เปลี่ยนแปลงไป ในปัจจุบันมีการหมุนเวียนให้กลุ่มที่เป็นหลากหลายเพศเป็นเป้าหมาย เพื่อดึงดูดให้กับรรดาลูกค้าที่สนใจได้มาเล่นสาวน้อยตกน้ำ ดังบรรยากาศงานสำคัญอย่างงานกาชาด ที่มีหน่วยงานรัฐดึงเอาเครื่องเล่นดังกล่าวมาเป็นตัวดึงดูดให้ผู้มางานมาเล่นสาวน้อยตกน้ำ บ้างก็เปลี่ยนมาเป็น “หนุ่มน้อยตกน้ำ” บ้าง

โชว์ของประหลาด บรรดาผียอดฮิตของสังคมไทย
หนึ่งในสีสันของงานวัดคือการโชว์ของประหลาด บรรดาผีต่าง ๆ ให้ทุกคนได้เข้าไปดู ชวนขนหัวลุกและเรียกเสียงหัวเราะ ในอดีตมีการโชว์ตัวประหลาดต่าง ๆ เช่น วัวหน้าคล้ายคน หมู 8 ขา งูยักษ์ คนแคระ คอกมนุษย์ประหลาด หัวเป็นคนหางเป็นปลา เด็กสองหัวในร่างเดียว ฯลฯ
ส่วนบรรดาผี ก็จะเป็นผียอดฮิตของสังคมไทย ที่ทุกคนรู้จักอย่างเช่น กระสือ นางพราย นางตานี ฯลฯ คนคิดค้น มักจะสร้างบรรยากาศให้รู้สึกถึงความน่ากลัว สยองพองขน เหมือนอย่างบ้านผีสิง และเลียนแบบเอกลักษณ์ ของผีต่าง ๆ ให้รู้สึกถึงความสมจริง เช่น ถ้าผีตานีคาเรคเตอร์จะต้องมีต้นกล้วยต้นหนึ่ง มีเอาสิ่งของมาบังด้วยสังกะสี เเละให้หัวโผล่ออกมา และต้องเป็นไฟมืด สลัวๆ ให้คนที่มาขวัญอ่อน ตกใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นสนุก เอาความเฮฮากันไป
กรณีของโชว์ของประหลาดนั้น ทวี วัดงาม อธิบายว่า หนึ่งในการโชว์ที่สำคัญคือ การโชว์ซากสัตว์ที่เป็นระดับตำนานของไทย โดยเฉพาะในปี 2508 มีการโชว์ซากจระเข้ไอ้ด่าง ที่กินคนจนเป็นช่าวดัง เเละถูกปราบปรามขึ้นในภายหลัง บางครั้งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปว่า เป็นซากไอ้ด่างตัวจริง ไอ้ด่างตัวปลอมบ้าง

ละครลิง - โชว์มานิ
ในอดีตงานวัด มีการแสดงโชว์ของละครลิง และกลุ่มชาวมานิ ที่มาแสดงอยู่ในงานภูเขาทองร่วมกับสิ่งบันเทิงต่าง ๆ กรณีของละครลิง ไม่เเน่ชัดว่ามีเมื่อใด คาดการณ์ว่ามาพร้อมกับการใช้ลิงมาฝึกปรือให้แสดงตามคำสั่งของผู้เลี้ยง สำหรับขอทาน การร้องเพลง และการเล่นดนตรี บางทีก็จะเรียกกลุ่มลิงนี้ว่า “ลิงวณิพก” ในเวลาต่อมามีการเกิดขึ้นของคณะละครลิง สำหรับอย่างคณะ “ปรีดาวานร” ซึ่งเป็นคณะละครลิงแรก ๆ ของไทย ออกทำการแสดงครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 ภายหลังมีคณะละครลิงเกิดขึ้นใหม่ ผ่านการรับช่วงต่อจากคณะเดิม ในชื่อ “โชว์ศิลปะวานร” กระทั่งภายหลังจึงมีคณะละครขึ้นใหม่โดยปรับให้มีการเล่นละครลิงที่ฝึกหัดให้เหมือนลิเก อย่างคณะ “ดำรงศิลปวานร” โดยเรื่องที่แสดงมักจะเป็นเรื่องจักร ๆ วงศ์ๆ ทั้งแก้วหน้าม้า พระรถเมรี พระอภัยมณี หรือชุดเบ็ดเตล็ด อย่างเช่น หัดทหาร ขี่ม้า ยิงปืน พม่ารำขวาน กายกรรม ฯลฯ โดยฝึกหัดลิงตามความชำนาญของแต่ละตัว ที่เน้นตลก เรียกเสียงหัวเราะ เฮฮาให้กับคนดู
นอกเหนือจากละครลิง ยังมีโชว์ชาวมานิ จากข้อมูลของเอนก นาวิกมูล ได้ชี้ให้เห็นว่างานบรมบรรพต ภูเขาทอง ได้มีการนำกลุ่มชาติพันธุ์ชาวมานิ จากทางจังหวัดยะลา และชายแดนไทย - มาเลเซีย ตลอดจนเทือกเขาบรรทัดภาคใต้ของประเทศไทย หรือที่ถูกเรียกกันในชื่อว่า “เงาะป่า ซาไก” ที่มาทำการเเสดง ด้วยถูกมองว่า “เป็นคนประหลาด” ทั้งรูปลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจมูกแบน ผมหยิก ตัวดำ จัดอยู่ในกลุ่มของกลุ่มนิกริโต โดยจะมีการแสดงให้ผู้ชมได้เห็นถึงการแสดงที่เป็นความสามารถของกลุ่มมานิ อย่างเช่น การเล่นดนตรี การเป่าลูกดอกหรือการเป่ากระบอกตุด หรือบอเลาที่อาบยาพิษ
การเเสดงดังกล่าวเข้าใจว่ามีพัฒนามาจากกลุ่มละครสัตว์ เพื่อต้องการที่จะเรียกแขกและผู้มาเที่ยวงาน สำหรับให้คนเข้ามาดู ในราคาที่ไม่สูงมากนัก ขณะเดียวกันกลุ่มมันนิที่ขึ้นมาเเสดงก็จะนำสินค้าจากพื้นถิ่นอย่างน้ำมันเสน่ห์ ยาให้มีลูก ขึ้นมาจำหน่ายในงานภูเขาทองด้วย

สินค้าทั่วสารทิศ - ของเล่นนานาชนิด ออกร้านของดีของเด่นประจำย่าน ประจำถิ่น
สิ่งที่ขาดเสียไม่ได้สำหรับงานวัดคือการออกร้านขายของ ซึ่งจะมีสินค้า อาหารแปลกต่างถิ่น ทั้ง หมูสะเต๊ะ ข้ามต้นปลา ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีนน้ำยา ขนเบื้องบ้านขมิ้น ไก่ย่าง บาเยียจากทุ่งครุ ขนมเบื้องญวน สายไหมอยุธยา หม้อดินปทุมธานี ข้าวหลาม เสื้อผ้า ของใช้ สินค้าบริโภค อุปโภค ฯลฯ ตลอดจนของเล่น ทั่วสารทิศมาออกร้านขายของ เสมือนว่าเป็นการเปิดตลาดนัดครั้งใหญ่ เราจึงพบการออกร้านขายของที่มีสินค้าต่าง ๆ สำหรับผู้ที่มาทำบุญและตั้งใจมาเที่ยวงานวัดโดยเฉพาะ
สินค้าต่าง ๆ เหล่านี้ จะมีพ่อค้าเเม่ค้า ทั้งขาประจำและขาจร ตลอดจนบรรดาพ่อค้า เเม่ค้าเร่ในแถบภาคกลางและภูมิภาคของไทย จะมาทำการลงชื่อจองแผงขายของ หรือในปัจจุบันจะรู้จักกันในลักษณะของการประมูลพื้นที่ บางวัดจะมีการจัดโดยมีเอเย่นต์ดูแล บางพื้นที่จะมีเจ้าหน้าที่สำหรับวางแผนจัดสรรพื้นที่ขายของ หรือบางพื้นที่จะมีนายหน้าสำหรับจับจอง ปัจจุบันเริ่มเห็นการจัดงานโดยมีออเเกไนซ์ ผู้จัดต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในการจัดรูปแบบและแผงงานวัด ตลอดจนการเลือกสินค้ามาจำหน่าย รวมทั้งรูปแบบการละเล่นต่าง ๆ ที่ให้ความรู้สึกใ้ผู้มาเที่ยวโหยหาอดีตของบรรยากาศงานวัดที่เกิดขึ้นในอดีต
นอกจากจะเป็นการขายสินค้า ออกร้านเเล้ว งานวัดยังเป็นพื้นที่เสมือนสวนสนุกสำหรับเด็ก ๆ ก่อนที่เครื่องเล่นแบบสวนสนุก หรือห้างสรรพสินค้าจะมีบทบาทในภายหลัง พื้นที่งานวัดเป็นทั้งพื้นที่เล่นของเด็ก ๆ เพราะมีเครื่องเล่นที่หลากหลาย ขณะเดียวกันก็จะมีของเล่น ไปตลอดถึงเกมต่าง ๆ เช่น ร้านยิงปืนจุกไม้ก๊อก ยิงเป้า ยิงธนู ม้าหมุน รถไฟเล็ก ขว้างกระป๋อง ฯลฯ

หมอดู - ตู้เสี่ยงทาย - ขอทาน
หนึ่งในบรรยากาศงานวัดคือ บรรดาหมอดู โหราศาสตร์ต่าง ๆ ที่จะมีการจับจองพื้นที่เพื่อให้ผู้ที่ต้องการทราบชะตาชีวิต เสริมดวง หรือเสร็จจากการทำบุญไหว้พระก็สามารถมาหาหมอดูที่จะประจำจุดอยู่ภายในวัด
ขณะเดียวกัน ก็จะมีการทำนายทั้งการเขย่าเซียมซี เสี่ยงโชค โดยเฉพาะ “ตู้เสี่ยงทาย” ขนาดตู้สี่เหลี่ยมสูงราว 1 เมตร 50 เซนติเมตร กว้างยาวด้านละ 40 เซนติเมตร มักจะเป็นรูปพระฤาษี หลวงพ่อทวดวัดช้างให้ หลวงปู่แหวน สุจินโน พิเภก(โหรในเรื่องรามเกียรติ์) หรือพระพุทธรูปที่เคารพนับถือ โดยผู้เสี่ยงทายจะต้องหยอดเหรียญหน้าตู้ เเละจะมีหน้าปัดจะหมุนเสี่ยงทายไปที่ตัวเลข ถ้าตก ณ จุดใด ก็ให้ผู้เสี่ยงทายอ่านคำทำนายนั้น
ด้านหนึ่งยังมีกลุ่มขอทานที่จะรอรับเงิน จากผู้ที่มาทำบุญบนบรมบรรพตภูเขาทอง จะนั่งกันอยู่บริเวณทางขึ้นตรงทางบันได เพื่อที่จะให้ผู้ที่มาทำบุญ สามารถทำทานต่อไปได้ พนิดา สงวนเสรีวานิช อธิบายให้ฟังว่า ในช่วงปี 2517 - 2518 บรรยากาศงานวัดภูเขาทอง จะมีตระกูลขอทาน แต่งตัวเป็นชูชก โดยพ่อจะพาลูกสาว มีหมวกหลุบอยู่บนศรีษะ มาเดินขอทาน พอหมดหน้าเทศกาลก็จะไปประกอบอาชีพอื่น ซึ่งการขอทานก็จะพบในช่วงงานวัดเช่นนี้เท่านั้น ภายหลังการขอทานเริ่มมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ เช่น การนำคนพิการ การนำเเม่ลูกอ่อน สำหรับการขอทานด้วย

ถ้ำมอง
ถ้ำมอง เป็นลักษณะของตู้สี่เหลี่ยมด้านเท่า มีความสูงประมาณ 2 ฟุต กว้างประมาณ 1 ฟุต สำหรับให้คนมองลอดเข้าไป ด้านหน้าจะลาดเอียงประมาณ 45 องศา มีแผ่นกระจกผ้าปิดไว้ โดยเจาะรูเล็ก ๆ ข้างละ 3 รู สำหรับให้คนใช้ดวงตาแนบดู ใช้วิธีการหยอดเหรียญสลึงให้เครื่องทำงาน โดยมีเลนส์ขยายที่ติดอยู่ทำเห็นภาพชัดขึ้น
กลไกนี้ดัดแปลงมาจากเครื่องแขวนนาฬิกาแบบไขลาน ส่วนใหญ่จะบรรจุภาพโปสการ์ดราว 20 ภาพ และผู้เล่นจะต้องค่อย ๆ พลิกไปจนครบทุกภาพ มักจะมีภาพประเภทวิวทิวทัศน์ ภาพสถานที่สำคัญของไทย ของต่างประเทศ ภาพสัตว์ต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับเจ้าของตู้จะต้องการใส่ภาพอะไรลงไป
ถ้ำมองนับเป็นสิ่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากผู้ที่มางานวัด เนื่องจากเป็นการเปิดพื้นที่และประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้คนที่ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสสถานที่หรือบรรยากาศที่อยู่ไกลออกไป เช่น ภาพวิวทิวทัศน์จังหวัดต่าง ๆ หรือต่างประเทศ ที่ทำให้คนที่มาส่องได้รู้จักสถานที่ข้างนอกมากขึ้น ดังนั้นจึงจะเห็นภาพบรรยากาศของการรอเข้าเเถวเพื่อเข้าชมถ้ำมองกันอย่างเนืองเเน่น ซึ่งนับเป็นสื่อหรือภาพแทนของโลกจำลอง ที่ทำให้ผู้มาดูสามารถจินตภาพและเห็นภาพของพื้นที่ ผู้คน สิ่งของต่าง ๆ ได้มากขึ้น

เวทีประกวดนักร้อง - รำวง พื้นที่แจ้งเกิดของนักร้องมีชื่อ และตำนานรำวงบ้านบาตรที่จางหายไป
ในอดีตพื้นที่งานวัด เป็นพื้นที่ปลดปล่อย สนุกสนาน บันเทิงอย่างแท้จริง มีการประกวดนักร้องเวที รวมทั้งการแสดงรำวงของชาวบ้าน นักร้องหลายคนเติบโตและผ่านการประกวดร้องเพลงจากเวทีงานวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะงานภูเขาทอง นับว่าเป็นเวทีการประกวดร้องเพลงระดับใหญ่ มีนักร้องที่มีชื่อเสียงผ่านเวทีการประกวดนี้ มาเเล้วทั้งสิ้น อาทิ ล.ลูกทุ่ง หรือเลิศ ประสมทรัพย์, ต.กิ่งเพ็ชร์ หรือตาล กิ่งเพ็ชร์, ล.ธำมะรง หรือเล็ก อ่ำเที่ยงตรง, ณรงค์ ธนะวังน้อย, ไชยยศ อมาตยกุล, ด.ดาวรุ่ง หรือนริศ อารีย์ เป็นต้น
ด้านหนึ่งชาวบ้านในเเถบบ้านบาตร เล่าให้ฟังว่างานวัดภูเขาทองมีการแสดงรำวงของชุมชนบ้านบาตร ซึ่งชุมชนแห่งนี้มีคณะรำวงบ้านบาตรที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ในรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม ก่อนที่รำวงจะเปลี่ยนไปและไม่มีการจัดขึ้นที่งานวัดภูเขาทองอีกเเล้ว นอกจากนี้บรรยากาศงานวัดยังมีสิ่งบันเทิงนอกเหนือรำวง ประกวดนักร้อง เช่น การฉายหนังกลางแปลง ลำตัด ลิเก ดนตรี เป็นต้น

บทสรุป
ปัจจุบันงานภูเขาทองยังคงดำเนินการจัดงานและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในทุกช่วงเวลา บางปีมีการจัดงานอย่างต่อเนื่อง บางปีมีการหยุดการจัดงานไปบ้าง อย่างไรก็ตามหากมองในเเง่ของความทรงจำ งานภูเขาทองก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนในกรุงเทพฯ ยาวนานต่อเนื่อง แม้ว่ารูปแบบการจัดงานจะมีความแตกต่างจากภาพบรรยากาศเมื่อหลายทศวรรษ
ด้านหนึ่งดูเหมือนจะเป็นการย้อนทำความเข้าใจภาพอดีตของผู้คนที่จางหายไปในงานภูเขาทอง ที่ดูจะมีผลต่อการเปลี่ยนผ่านของผู้คนในสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า งานวัด คือความบันเทิง ความรื่นเริง ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เป็นแหล่งทำเงินให้กับผู้จัด ผู้ขาย และหมุนเวียนรายได้ขึ้น ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในสังคมไทย และสังคมกรุงเทพฯ
คำถามสำคัญคือ ที่ทางของงานวัดในพลวัตการเปลี่ยนแปลงของสังคม ยังคงตอบสนองกับผู้คนมากน้อยเพียงใด มีอะไรที่สังคมไทยสามารถเรียนรู้จากบริบทการมีอยู่ของงานวัดได้หรือไม่อย่างไร ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนอยากจะฝากแง่คิดไว้ สำหรับการมองเมืองไปด้วยกัน
ค้นคว้า และ เรียบเรียง : อิทธิกร ทองแกมแก้ว
ภาพออกแบบการสื่อสาร : ชยพล สิทธิกรวรกุล
แหล่งอ้างอิง
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
น.49.5 /68. ขออนุญาตมีการเล่นออกร้านที่บรมบรรพตวัดสะเกษฯ (24 พ.ย. 124 – 30 ต.ค. 127).
หนังสือพิมพ์
ศรีกรุง. 4811 วันเสาร์ ที่ 8 พ.ย. 2484. น. 1.
สยามราษฎร์. แจ้งความ .ปีที่ 10 ฉ.2981 . จ. ที่ 5 พ.ย. 2477.น.15.
สยามราษฎร์. ประกวดฝีมือ น.ร.ประชาบาล ใน งานภูเขาทอง .ปีที่ 10 ฉ.2982 . อ. ที่ 6 พ.ย. 2477.น.9.
หนังสือ- นิตยสาร
ทวี วัดงาม(เขียน), สกล เกษมพันธุ์(ภาพ). “งานวัด สีสันกว่าสวรรค์,” ใน สารคดี 84, 7 (กุมภาพันธ์,2535). น.102 - 118.
ทวี วัดงาม. สนุกกับงานวัด. กรุงเทพฯ : ปัญญาสยาม. 2537.
พนิดา สงวนเสรีวานิช. “งานวัด อารามแฟร์ เสน่ห์นี้ยังไม่จาง,” ใน ศิลปวัฒนธรรม 19, 5 (มีนาคม,2541).น.76 - 97.
สำนักงานศาสนสมบัติ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. คู่มือไวยาวัจกร. 2567.
อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ น.อ.เลื่อน พงษ์โสภณ ณ เมรุวัดธาตุทองฯ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, 2519.
เอนก นาวิกมูล. ราษฎรบันเทิง. กรุงเทพฯ : 2020 เวิลด์ มีเดีย. 2542.
วิทยานิพนธ์
ภาสวร สังข์ศร. สวนสนุก : การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจการพักผ่อนหย่อนใจในกรุงเทพ ปี พ.ศ. 2470 - 2540.วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ 2559.
สื่อออนไลน์
กัญญ์วรา ศิริสมบูรณ์เวช. พัฒนาการเวทีประกวด “นางงาม(ใน)ไทย จากยุคใต้อำนาจรัฐ สู่การรับใช้นายทุน. ศิลปวัฒนธรรม เข้าถึงเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2568 เข้าถึงจาก https://www.silpa-mag.com/culture/article_9797
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). มานิ. เข้าถึงเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2568 เข้าถึงจาก https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/200
Film Archive Thailand. งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน (2495). เข้าถึงเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2568 เข้าถึงจาก https://www.youtube.com/watch?v=knX0nLhQeUw








Comments