ค้นหา
7 results found with an empty search
- เมื่อ”ฝุ่น” ทำร้ายคนไม่เลือกหน้าโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มเปราะบาง
วันที่เมืองมี “อากาศสะอาด” คงเป็นภาพฝันที่ทุกคนต้องการ เนื่องจากคุณภาพอากาศในทุกวันนี้มีความเสี่ยงที่จะส่งผลต่อสุขภาพ และ การตัดสินใจทำกิจกรรมนอกอาคารของคนเมืองอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ ฝุ่น PM2.5 ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดโรค และความเจ็บป่วย ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ (อ้างอิง: กรมอนามัย) อีกทั้งในอากาศ ยังมีแต่สสารอื่นที่ส่งผลร้ายนอกเหนือจาก PM2.5 เช่น PM10 NO2 O3 ทำให้การสูดอากาศเข้าไป 1 ครั้งคงมีสสารเหล่านี้ปะปนเข้าไปร่วมกัน การตรวจสอบเฉพาะค่ามลพิษในอากาศ เพียงตัวใดตัวหนึ่งอาจไม่เพียงพอกับการมีสุขภาพที่ดีในปัจจุบัน . สสารแต่ละตัวส่งผลกระทบต่อร่างกายคนละส่วนกันและทำให้เกิดอาการที่ต่างกัน ในขณะที่ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสสารที่มองเห็นได้อย่าง ฝุ่น PM2.5 และ PM10 แต่ในความเป็นจริงแล้วสารพิษที่เรามองไม่เห็นนั้นกลับให้โทษกับร่างกายไม่แพ้กันเลย เช่น . NO2 หรือ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ภาวะอุณหภูมิสูง และมีออกซิเจนเพียงพอ เมื่อหายใจนำไนโตรเจนไดออกไซด์เข้าสู่ร่างกายแล้ว ส่งผลทำให้เกิดอาการ เช่น ทำลายเซลล์ปอด ทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ เกิดภาวะหลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ ไปจนถึงอาการรุนแรงอย่างการติดเชื้อในปอด ขัดขวางการขนส่งออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายส่งผลให้เกิดอาการหอบหืดและลดศักยภาพการทำงานของปอดร่วมด้วย (อ้างอิง : https://erdi.cmu.ac.th/?p=2697 ) . O3 หรือ โอโซน (ภาคพื้นดิน) ก๊าซที่เป็นผลลัพธ์ของปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศระหว่างไนโตรเจนไดออกไซด์ และสารอินทรีย์ระเหยง่าย โดยมีแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน (ซึ่งมักเกิดในช่วงบ่าย) ทำให้แสบตา แน่นหน้าอก หายใจติดขัด และลดความสามารถในการออกกำลังกายลง PM2.5 ที่มีขนาดเล็กกว่า PM10 ทำให้เกิดการตกค้างเช่นเดียวกันแต่ด้วยขนาดที่เล็กกว่าทำให้ PM 2.5 แทรกซึมเข้าสู่อวัยวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบทางเดินหายใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อให้เกิดทั้ง อาการเสื่อมถอยทางสติปัญญา โรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื่อรัง ตลอดไปจนขัดขวางการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ . พวกเรา City Scope ได้จำลองแผนที่ของกรุงเทพฯ เพื่อระบุตำแหน่งของพื้นที่ที่จะเกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพผู้คนโดยมลพิษทางอากาศมากที่สุด (Riskmap analysis) โดยพวกเราอาศัย 4 ปัจจัยในประเมินความเสี่ยงภัยพิบัติ (Disaster Risk Assessment) และประเมินความเปราะบางเชิงสังคมและเศรษฐกิจ รวมไปถึงความสามารถในการรับมือเข้าไปด้วย 1.มิติด้านภัย (Hazard) ซึ่งเป็นตัวแปรตั้งต้นที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ อันก่อเกิดจากแหล่งกำเนิดมลพิษ อาทิ ถนน โรงงาน 2.มิติการรับสัมผัส (Exposure) ปัจจัยรองลงมาเนื่องจากความเสี่ยงทางสุขภาพจะขยายตัวตามความหนาแน่นของประชากรและผู้รับสัมผัสในพื้นที่นั้นๆ 3.มิติความเปราะบาง (Vulnerability) เน้นย้ำความสำคัญของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ (ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก ผู้สูงอายุ) ซึ่งมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบรุนแรงใากกว่าคนทั้วไปแม้จะอยู่ในพื้นที่ที่มีปริมาณมลพิษทางอากาศเทียบเท่ากัน 4.มิติการลดผลกระทบ (Mitigation) พิจารณาพื้นที่ที่มีศักยภาพในการลดผลกระทบ อาทิพื้นที่สีเขียวที่สามารถเจือจางมลพิษได้ในรัดับพื้นผิว โดยสามารถแบ่งระดับความเสี่ยงเป็น 4 ระดับ ดังนี้ กรอบการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงมลภาวะทางอากาศกรุงเทพมหานคร . ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์ซ้อนทับข้อมูลทางภูมิศาสตร์ (Weighted Overlay Analysis) โดยกำหนดปัจจัยวัดผล 4 มิติและกำหนดค่าน้ำหนักความสำคัญ ดังตารางต่อไปนี้ มิติการวิเคราะห์ สัดส่วนค่าน้ำหนัก รายละเอียดตัวชี้วัด (Indicators) 1. Hazard 40% 1.1 ความเข้มข้นฝุ่น PM2.5 (Concentration) พิจารณาค่าเฉลี่ยรายปีจากการบูรณาการข้อมูล 2 แหล่ง คือ สถานีตรวจวัดภาคพื้นดิน และข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม 1.2 ความหนาแน่นถนน (Road Density) พิจารณาความหนาแน่นของโครงข่ายคมนาคมซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นหลัก 1.3 แหล่งกำเนิดอุตสาหกรรม (Factory Density) พิจารณาการกระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรม 2. Exposure Dimension (การรับสัมผัส) 30% 2.1 การตั้งถิ่นฐาน (Population Density) พิจารณาความหนาแน่นของประชากร 2.2 พื้นที่อ่อนไหว (Sensitive Places) พิจารณาระยะความใกล้-ไกลจากสถานที่สำคัญ (โรงเรียน, โรงพยาบาล) 3. Vulnerability 20% 3.1 กลุ่มเปราะบางทางสังคมและสุขภาพ ประกอบด้วย 2 กลุ่มย่อย: • ผู้ป่วยติดเตียงและผู้พิการ • เด็กเล็กและผู้สูงอายุ 4. Mitigation 10% 4.1 พื้นที่สีเขียว (Green Space) พิจารณาพื้นที่สวนสาธารณะและพื้นที่ไม้ยืนต้นที่ช่วยดูดซับฝุ่น 🔴สีแดง = พื้นที่เสี่ยงสูงมาก มีปริมาณมลพิษในอากาศสะสมสูง เป็นพื้นที่เมืองหนาแน่น และมีกลุ่มเปราะบางอาศัยอยู่มาก ขาดแคลนพื้นที่สีเขียว จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมเร่งด่วน พื้นที่ : กระจุกตัวหนาแน่นใน พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ได้แก่ เขตปทุมวัน, ราชเทวี, สาทร, บางรัก, คลองเตยเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นถนนสูงที่สุด ทำให้มีการกระจุกตัวของประชากรและอาคารสูงหนาแน่นและมีค่าความเข้มข้นของปริมาณมลพิษในอากาศสะสมสูงจากการจราจรที่ติดขัดตลอดวัน อีกทั้งสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ทำให้ขาดกลไกการฟอกอากาศตามธรรมชาติ 🟠 สีส้ม = พื้นที่เสี่ยงสูง พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นที่มีแหล่งกำเนิดมลพิษ (รถยนต์/โรงงาน) ปะปนอยู่ พื้นที่: กระจายตัวล้อมรอบพื้นที่ชั้นใน และขยายตัวออกไปตามแนวถนนสายหลักทางทิศตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) เช่น เขตธนบุรี, คลองสาน, บางกอกใหญ่, บางกอกน้อย และทางทิศตะวันออก เช่น บางกะปิ, สวนหลวง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นที่มีการจราจรหนาแน่น และมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กแทรกตัวอยู่ในชุมชนทำให้แหล่งกำเนิดมลพิษอยู่ประชิดกับบ้านเรือนและสัดส่วนผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงอาศัยอยู่หนาแน่น 🟡 สีเหลือง = พื้นที่ควบคุม: พื้นที่ชานเมืองหรือรอยต่อที่มีการขยายตัวของเมือง ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ พื้นที่: เขตชั้นกลางและรอยต่อเมือง เช่น สะพานสูง, สายไหม, ประเวศ, บางนา, บางขุนเทียน เนื่องจากเป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านที่มีความหนาแน่นของประชากรลดลงมาจากใจกลางเมือง แม้ปริมาณมลพิษในอากาศอาจจะไม่สูงเท่าพื้นที่ใจกลางเมือง แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากโรงงานอุตสาหกรรมและการขยายตัวของเมือง และความหนาแน่นของประชากรน้อยกว่าในเขตเมือง แต่พื้นที่กลุ่มนี้มักเป็นจุดตัดของทางด่วน ถนนวงแหวน และเป็นที่ตั้งของศูนย์กระจายสินค้า/โกดัง (โดยเฉพาะบางนาและบางขุนเทียน) ทำให้ได้รับผลกระทบจากควันดำของรถบรรทุกและภาคขนส่ง มากกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล 🟢 สีเขียว = พื้นที่ปลอดภัย: พื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่โล่งชานเมือง มีประชากรเบาบางและมีพื้นที่สีเขียวช่วยดูดซับมลพิษสูง พื้นที่: กรุงเทพฯ รอบนอก โดยเฉพาะทิศตะวันออก (หนองจอก, คลองสามวา, ลาดกระบัง) และทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ทุ่งครุ, บางขุนเทียนส่วนชายทะเล) เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่โล่งสูง ช่วยเป็นพื้นที่ระบายอากาศ ความหนาแน่นของประชากรและถนนต่ำกว่าเขตเมืองอย่างชัดเจน อีกทั้งมีแหล่งกำเนิดมลพิษน้อย (ถนนน้อย/โรงงานน้อย) และมีประชากรเบาบาง ทำให้โอกาสที่คนจะมลพิษมีน้อยกว่าเขตอื่น ในทุกวันนี้ที่ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่ที่มีการตื่นตัวและระแวดระวังมลพิษอย่างฝุ่น pm2.5 เป็นพิเศษ แต่อย่างไรก็ตามในอากาศที่เราหายใจยังคงมีมลพิษอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ฝุ่นอีกมากมาย AQHI จึงเป็น platform ทางเลือกตัวช่วยในการวางแผนการใช้ชีวิต และการรับมือกับมลพิษ ที่ไม่ได้แค่บอกปริมาณของมลพิษแต่สามารถบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพ พร้อมให้คำเเนะนำ ในพื้ในพื้นที่เมืองมหานครอย่างกรุงเทพฯ ความเป็นเมืองทำให้เกิดความหลากหลายของประชากรที่อยู่ในพื้นที่ ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ พนักงานออฟฟิศ แม่ค้าร้านหาบเร่แผงลอย ผู้ป่วยสุขภาพดีและกลุ่มคนรักสุขภาพ แม้ว่าทุกคนจะสูดหายใจด้วยอากาศเดียวกันแต่โทษของมลพิษแต่ละชนิดกลับแสดงผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในร่างกายของแต่ละคน จากงานวิจัยนี้ทำให้พบว่ามีกลุ่มคนอยู่ไม่น้อยที่ถูกจัดอยู่ใน “กลุ่มเปราะบาง” อาทิ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง หรือแม้กระทัั่งวัยแรงงานที่มีความจำเป็นต้องทำงานในที่โล่งแจ้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ AQHI จะเป็นตัวช่วยให้คำแนะนำในการป้องกันมลพิษทางอากาศให้กับกลุ่มเปราะบางแต่ละประเภท เพื่อลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโทษที่เกิดจากมลพิษรอบตัว . พวกเราหวังว่า AQHI จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเลือกให้ทุกคนได้เตรียมความพร้อม กับภัยฝุ่นในเมืองให้กับตัวเองและคนที่เรารัก ให้ปลอดภัยจากภัยร้ายซึ่งอาจยากที่จะเลี่ยง แต่ไม่ยากเกินกว่าที่ทุกคนจะรับมือ . แหล่งที่มาของข้อมูล การวิเคราะห์ คือ Atmospheric Composition Analysis Group (ACAG), OpenStreetMap (OSM), Global Human Settlement Layer (GHSL) European Commission, Joint Research Centre (JRC) กรมพัฒนาที่ดิน และกรมการปกครอง. . #UrbanStudiesLab #นโยบายอากาศสะอาด #งานวิจัย #พรบอากาศสะอาด #ฝุ่นวันนี้ #ฝุ่นpm25 #นโยบาย #Banngkokinside #Cityscope #USLBangkok
- เมื่อพื้นที่ คนเป็นถูกผสานเข้ากับพื้นที่คนตาย จากเมรุวัดสระเทศ ตึง ศาลากลางบ้าน ชุมชนบ้านบาตร
ปกติเมื่อคิดถึงย่านบ้านบาตร - วัดสระเกศ บ่อยครั้งเรามักจะคุ้นเคยกับชื่อ ประตูผี ย่านชุมชนคนทำบาตร หรือแม้กระทั่งย่านค้าไม้รอบวัดสระเกศ แต่รู้กันไหมว่าอีกด้านหนึ่ง อดีตบริเวณย่านนี้ มีเรื่องเล่า ตำนานของผู้คน ที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์อันลื่อชื่อรูปหนึ่งของสังคมไทย ที่เล่ากันว่าท่านเคยมายังพื้นที่ป่าช้าและชุมชนละแวกบ้านบาตร - วัดสระเกศ พระสงฆ์รูปนั้นก็คือ “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร แห่งย่านวังหลัง เหตุใดพระสงฆ์รูปนี้ถึงเดินทางมายังพื้นที่แห่งนี้ มีความสำคัญอย่างไรกับการมาของพระคุณเจ้า พวกเราจะมาไขปริศนาดังกล่าวกัน เรื่องเล่า ตำนาน การเดินทางไปเทศน์ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ในละแวะย่านวัดสระเกศ - บ้านบาตร ความสำคัญของป่าช้าวัดสระเกศ เป็นพื้นที่เผาศพที่สัมพันธ์กับตำแหน่งการนำศพออกจากประตูและกำแพงเมืองพระนครในตำแหน่งที่เรียกว่า “ประตูผี” (ประตูสำราญราษฎร์) โดยผู้ที่สามารถเผาศพด้วยเมรุปูนได้นั้นมักเป็นบรรดาเจ้านาย ที่มีฐานันดรศักดิ์ไม่สูงเท่ากับเจ้านายที่มีสิทธิ์เหมือนอย่างพระเมรุกลางทุ่งสนามหลวง ส่วนสามัญชนคนธรรมดาจะเผาศพบนเชิงตะกอนที่อยู่ในบริเวณเดียวกันต่างหาก ปัจจุบันพื้นที่ป่าช้า - เมรุวัดสระเกศ คือที่ตั้งของโรงเรียนช่างไม้วัดสระเกศหรือวิทยาลัยสารพัดช่าง พระนคร ไม่ไกลกันมีแหล่งทำโลงศพอย่างชุมชนวัดสระเกศที่ยังคงสืบทอดการทำโลงศพ ของกลุ่มจีนไหหลำ(บริเวณตรอกเซี่ยงไฮ้) อันเกี่ยวเนื่องกับพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่เผาศพ ทั้งยังเป็นแหล่งค้าไม้ อู่ซุงที่สำคัญมาตั้งแต่อดีต ด้วยทำเลที่ตั้งของชุมชนบ้านบาตร ตั้งอยู่บริเวณทางทิศใต้ของเมรุปูน - ป่าช้าวัดสระเกศ (ปัจจุบันได้เปลี่ยนลำคลองเล็ก ๆ (มักเรียกคลองที่แตกต่างกันว่า คลองบ้านบาตร, คูเมรุวัดสระเกศ, คลองป่าช้าวัดสระเกศ, คลองอู่ซุง, คลองอู่ซุงหลวง) เชื่อมระหว่างคลองโอ่งอ่าง(คลองสะพานหัน) ไหลผ่านระหว่างบ้านบาตรกับพื้นที่เมรุวัดสระเกศไปจนถึงสระกระจับ (ภายหลังคือบริเวณการประปาในปัจจุบัน) จึงทำให้บ้านบาตรมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งที่ตั้งของป่าช้าและเมรุปูนวัดสระเกศ ที่นำมาสู่ตำนาน - เรื่องเล่า ของการเดินทางมาธุดงค์เพื่อปลงซากศพของบรพระสงฆ์มีชื่ออย่าง “สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) พระผู้มีชื่อเสียงโด่งดังรูปหนึ่งของสังคมไทย 2. สืบเสาะ : การเดินไปเทศน์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ละแวกย่านวัดสระเกศ - บ้านบาตร สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นหนึ่งในพระอริยสงฆ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดรูปหนึ่งของสังคมไทย ทั้งตำนานการปราบผีแม่นาคพระโขนง พระเครื่องอันลือชื่ออย่างพระสมเด็จ คาถาชินบัญชรอันลือชื่อ การสร้าง “พระโต” ในที่ต่าง ๆ บทบาทสำคัญคือท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดระฆังโฆษิตาราม ย่านวังหลัง ฝั่งธนบุรี ท่านเกิดที่ท่าเรือ(จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) มีชีวิตอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2331 - 2415) สิริอายุรวม 84 ปี 64 พรรษา ครั้งหนึ่งชาวบ้านเล่าว่าพระคุณเจ้าได้มาปักกลดและเทศนาธรรมในพื้นที่ป่าช้าวัดสระเกศและชุมชนบ้านบาตร เนื่องด้วยบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับเจริญอสุภกรรมฐาน ซากศพ(การปลงสังเวช) ขณะเดียวกันพระสงฆ์ในพระนคร มักนิยมมาปลงอสุภกรรมฐานกันที่ป่าช้าวัดสระเกศ เนื่องด้วยพื้นที่มีความเหมาะสมและอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ภายในพระนครมากนัก ขณะเดียวกัน ท่านได้เดินทางไปเทศน์ยังสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันออกจองพระนคร ทั้งละแวกย่านบางขุนพรหม วัดจักรวรรดิราชาวาส(วัดสามปลื้ม) ศาลากลางบ้านตรอกเจ๊สัวเนียม และบริเวณย่านวัดสระเกศ - บ้านบาตร ด้วยบ้านบาตรตั้งอยู่ใกล้กับป่าช้าวัดสระเกศ เหมาะกับการวิปัสสนากรรมฐาน ตลอดจนการสร้างขวัญกำลังใจให้กับชุมชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่าช้า ที่ต้องเผชิญกับซากศพ ที่อุจาด เผชิญกับกลิ่นการเผาศพ และฝูงแร้งที่บินว่อนอยู่เหนือป่าช้าวัดสระเกศกับชุมชนบ้านบาตร จึงเป็นภาพที่ดูไม่งามนัก ด้านหนึ่งสันนิษฐานการมาเทศน์ของพระคุณเจ้าในย่านนี้ น่าจะสัมพันธ์กับบรรดาพระสงฆ์และกลุ่มชาวลาวที่อาศัยอยู่ทางฟากตะวันออกของพระนคร ตั้งแต่บริเวณย่านบางขุนพรหม สืบเนื่องไปจนถึงบริเวณย่านวัดจักรวรรดิราชาวาส(สามปลื้ม) ขณะเดียวกันพระคุณเจ้ายังได้เป็นอุปัชฌาย์บวชให้กับนาค “กรุด” ณ วัดสามปลื้มให้กับ โยมบิดาของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ(อยู่) อดีตเจ้าอาวาสองค์สำคัญของวัดสระเกศฯ อีกด้วย ดูเหมือนว่าตำนานการมาเทศน์และปลงสังขารของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ย่านวัดสระเกศ - บ้านบาตร จะสอดรับกับบันทึกของพระยาทิพยโกษา(สอน โสหะนันทน์) ที่บันทึกความตอนหนึ่งไว้ว่า “ ส่วนสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ตั้งแต่ปลดภาระการวัดการสอนให้หม่อมเจ้าพระพุทธบาทปีลันทน์แล้ว ส่วนตัวท่านก็ไปตามสบาย กับรีบทำพระพิมพ์ ดูให้คนโขลกปูนเพชร และนั่งพิมพ์ไป บางทีไปเยี่ยมป่าช้าวัดสระเกศ เช้าก็บิณฑบาตร ได้อะไรก็ฉันไปพลาง …” ปริศนารูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) น้อยคนนักจะรู้ว่าภายในวัดสระเกศ ยังมีรูปเหมือนของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) คือ รูปหล่อของพระคุณเจ้าในท่าถือคัมภีร์ใบลาน(บ้างเรียกว่า “ท่าสอนกรรมฐาน” บ้างเรียกว่า “ท่าจับยามสามตา”) ที่ประดิษฐานอยู่ ณ “ศาลาจารุนิธิ พ.ศ. 2480” ทางขึ้นบรมบรรพต วัดสระเกศ มาจนถึงปัจจุบัน เชื่อกันว่ารูปหล่อของพระคุณเจ้า บรรดาศิษยานุศิษย์และผู้เคารพนับถือได้หล่อขึ้นหลังพระคุณเจ้ามรณภาพ บางกระแสเชื่อว่าหล่อขึ้นขณะพระคุณเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นข้อถกเถียงกันว่ารูปหล่อดังกล่าวครั้งหนึ่งอาจประดิษฐาน ณ ศาลากลางบ้านของบ้านบาตร อีกด้านเชื่อกันว่า เดิมรูปหล่อประดิษฐานอยู่ ณ ศาลากรรมฐานในป่าช้าวัดสระเกศ ก่อนจะถูกรื้อศาลาดังกล่าวแล้วนำมาประดิษฐานภายในวัดขึ้นภายหลัง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตของผู้คนในย่านบ้านบาตร - วัดสระเกศ มีความสัมพันธ์กับพื้นที่ของประตูผี ป่าช้า เมรุปูน เรื่องเล่า ตำนาน การมาของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง "โลกของคนเป็น มาสู่ โลกของคนตาย" แม้ว่าปัจจุบันภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเมืองจะแปรเปลี่ยนไป โดยเฉพาะระบบความเชื่อ ความศรัทธา และคุณค่าของเรื่องเล่า ตำนานในชุมชน ยังคงเป็นพลังที่สืบเนื่อง ไม่ได้หายไปไหน ดังในตอนต่อไป พบกับ ตอน “ ศาลากลางบ้าน- ศาลาโรงธรรม - ศาลาฟังเทศน์ : พื้นที่ชีวิต พื้นที่จิตวิญญาณ บ้านบาตร” ทำไมชาวชุมชนบ้านบาตรถึงยังคงรักษาศาลาดังกล่าวไว้เป็นอย่างดี มีประเพณี วิถีชีวิตอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับศาลาบ้านบาตรแห่งนี้ ค้นคว้า และ เรียบเรียง : อิทธิกร ทองแกมแก้ว ภาพออกแบบการสื่อสาร : ชยพล สิทธิกรวรกุล . บรรณานุกรม หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หจช. 37M/69. สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี). หจช. 37M/92 สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี). หจช.ภ.002- 2 - 4 เมรุวัดสระเกศ. FB Page : คลังพุทธศาสนาเมรุปูนวัดสระเกศ. ภาพจากหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส. FB Page : silpa-mag.com อ้างอิงจาก ส. พลายน้อย. (2555). แม่น้ำลำคลอง. กรุงเทพฯ : มติชน. skd-online. PH.SAS .1353 วัดสระเกศ. FB Page: Urban Ally. หนังสือ Edward Van Roy.. ก่อร่างเป็นบางกอก. กรุงเทพฯ : มติชน. 2565. อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางส้มจีน ทิพโกษา (โลหนันทน์) .มงคลการพิมพ์. พระครูกัลยาณานุกูล (เฮง) (2512). ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต). โรงพิมพ์กฤษณปกรณ์. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต), 2331-2415 (2466). หนังสือ เทศน์ 12 นักษัตร์. โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. จัสติน โธมัส แมคคาเนียล (เขียน).. ผีอาลัยรักกับพระนักเวทย์. อิลลูมิเนชันส์. 2567. ทิพโกษา (สอน). (2528). ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ ฯ . แผนกการพิมพ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเกษมสุวรรณ สื่อออนไลน์ ชาตรี ประกิตนนทการ. เมรุปูน-เมรุวัดไตรมิตร ฯ เข้าถึงใน matichon เข้าถึงเมื่อ 30 กันยายน 2568 . นริศ จรัสจรรยาวงศ์. กัณฑ์เทศน์ 12 นักษัตร ฯ เข้าถึงใน https://www.the101.world/somdej-to-nakasat-12/ เข้าถึงเมื่อ 29 มกราคม 2569. สัมภาษณ์ คุณกฤษณา แสงไชย. อายุ 74 ปี, สัมภาษณ์ ณ ชุมชนบ้านบาตร , 30 กันยายน 2568. คุณวรชาติ สุขประเสริฐ. อายุ 50 ปี, สัมภาษณ์ ณ ชุมชนบ้านบาตร , 28 กันยายน 2568. คุณสุปราณี เสือศรีเสริม. อายุ 73 ปี, สัมภาษณ์ ณ ชุมชนบ้านบาตร , 8 พฤษภาคม 2567. พระราชกิจจาภรณ์(เทอด ญาณวชิโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, สัมภาษณ์ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร , 19 กันยายน 2568. ข้อมูลภาพ ภาพจิตรกรรมจากวัดโสมนัสวิหาร ถ่ายเมื่อปี 2567. ภาพจิตรกรรมจากวัดอุโปสถาราม จ.อุทัยธานี ถ่ายเมื่อปี 2568. #USLbangkok #Oncewas #บ้านบาตร #community #bkk #CulturalHeritage
- Pleasing in Ban Bat: From Thai Music School to the only one “Ram Wong” in Phra Nakhon.
4.Pleasing in Ban Bat: From Thai Music School to the only one “Ram Wong” in Phra Nakhon When there is free time from work – beating the bat; The Ram Wong, Thai entertainment folk dancing was started. At the same time, in Ban Bat there was also a famous music school, the music school of Luang Pradit Phairoh (Son Silpabanleng), since he had established his residence in Ban Bat. During the period of 1928 - 1969 was a crucial turning point for Thai society, entering into important social, economic, and political changes. This made this place a caring ground for singers and musicians, giving rise to songs and stage plays such as the Phakawali troupe, as well as relationships with singers and songwriters in the Suntaraporn band network who came to mingle with the people in the Ban Bat community. This led us to the emergence of a unique song and dance troupe, the only one left in the Phra Nakhon area that is at risk of disappearing at this time. 4.1 The Journey of Musicophile in Ban Bat Formerly, Luang Pradit Phairoh (The one of Thai musicians who is important in the music industry. His original name is Sorn Silapabanleng) came from Amphwah District, Samut Songkram – his hometown. Silapabanleng was learned in the Piphat orchestra and got a chance to compete in various events. Then, he became a musician under the patronage of Prince Bhanurangsi Savangwongse. After Prince Bhanurangsi Savangwongse passed away in 1928 (B.E. 2471), Silapabanleng and family moved out from the original house located in front of the palace to a small alley in the Ban Bat area, and called Silapabanleng House. After that, this house was demolished and added to the Sukkamon Flat building and became a wasteland nowadays. Formerly, his house became a gathering place for musicians, composers, and a renowned music and drama school, known as Ban Bat Music School. The one side of Silapabanleng House is still a space for the one biggest and most important – Wai Khru ceremony (The ceremony of appreciation to teachers and knowledge of art) in Phra Nakhon. Later, this event moved to Wat Phra Phiren, due to the relationship between music school of Ban Bat and Wat Phra Phiren’s abbot are more familiar with Silapabanleng than the other for borrowed materials and invited monks to chant ceremonies for long times 4.2 “Ram Wong Ban Bat” , the vestige of amusement in the Thai Nationalism era is living. Ram Wong Ban Bat - Ban Bat’s Folkdance was risen when Field Marshal P. Phibunsongkhram in order to renew nationalism with music and arts , in the WW2 era. They invent new lyrics and posture dance, and propagate to another area, whether inside or outside of Phra Nakhon at all – that affects Ram Wong to fame in every single place. At first, their songs are sung in only Ram Thon’s melody: use instruments such as Ching (Thai Finger cymbals), Chab (Thai Cymbals), Krab (Thai Finger wood cymbals) and Thon (Thai hand drum) to percussion for folk dance. Later), they added Tambourine, Maracas and Tomba drums for percussion too. In Ban Bat’s case, we usually play Ram Wong at the ground center of the village after making Bat handcrafts. We play on stage for big festivals like Songkran day, The worship of Por Pu ceremony, Loy Krathong day, Wat Saket’s night festival and another pleasure festival. In the past, there were famous Ram Wong choirs in Bangkok such as the Samyan Ram Wong, the King Phet Thai Ram Wong, and the Ban Bat Ram Wong, each choir had a competition frequently. There are no less than 30 important Ram Wong Ban Bat's songs, we believed that the culture of composing Ban Bat songs involves the exchange of songs between people in the community and the Ban Luang Pradit Phairoh Music School, including the Suntaraporn singers who came to mingle in Ban Bat, such as Lert Prasomsap and Somsak Thepanon. Ram Wong Ban Bat had a specific position in their band; men were singing and playing music, ladies were dancing with their songs. The first generation of Ram Wong had Suthep Sudthadit, Chanachai Absrisang and etc. are regular musician, but they had many song writer in their Ram Wong such as “ Lu-Luang-Wan-Di (let be a good day)” and “Kang-Kuen-Duen-Nghai (A growing moon)” by Phra Paen, , “Ma-Lai-Aoey (Oh garland) by Pid Bunprakob, “Choen-Si-Choen-Duem (Raise a Glass)” by Tin, “Jai-Noh-Jai (Alas, my heart)” and “Mon-Nang (Enchanting lady)” by Ampon Thananthong (Juk), “Mae-Nong-Sao-Aoei (Oh, young lady)” by Mhong Tae, and “Suk-Nak-Nah (Pleasure Heart)” by Uncle Chu Yok etc. When the time changed, The Ram Wong Ban Bat faded away. Until 2007, we tried to preserve and inherit again from the people who ever lived and play with them to collect our forgotten songs and play for other occasions. However, the Ram Wong Ban Bat are in crisis to inherit for long living even though they try to preserve. Although the Ram Wong Ban Bat’re familiar in elderly, they also wait for a new generation group and interested individuals to fight our last breath again.
- Faith, tradition and folkway of Ban Bat : From pleading “Por Pu” to Vassa preaching.
3. Faith, tradition and folkway of Ban Bat : From pleading “Por Pu” to Vassa preaching. 3.1 Songkran - Por Pu: faith and beliefs about flame in Ban Bat “Por Pu” the holy spiritual anchor in Ban Bat for a long time. As we said, He is an elderly big man, wore all white, kept his hair in a joora and came into the one of villager's dreams. After that, the villagers sculpt the portrait of him following their dream with clay and desire as spiritual anchor along with an ancient stove as tools and equipment for making Bat, like the life and soul of the people in the Ban Bat. Every Thai Songkran festival (around April), we usually have The worship of Por Pu ceremony on Thursday of April. Ban Bat people stopped working like a holiday, preparing for the ceremony in the early morning to pay respects to Por Pu with various sweet and savory dishes. Not enough, we have a “Chatri” stage from Rueng Non choir of Wat Cae Nang Loeng community for dance worship, make a vow and scatter offerings around the Por Pu and Bat stove’s shrine and every house in Ban Bat. Once there was a conflagration but the Ban Bat was affected by only fire steam. We believe the reason why we survived safely was because Por Po protected us by blowing the fire out to another place. 3.2 Preaching in Ban Bat: Start from Somdej To to tradition in Vassa The culture of preaching in the Ban Bat has been passed down for a long time. As we said it, Somdej Phra Buddhacarya (To Phrommarangsi) from Wat Rakhang Khositaram preached in the Wat Saket - Ban Bat area, because Ban Bat is located near the Wat Saket’s graveyard, which is ideal for Vipassana Kammaṭṭhāna (Insight Meditation), and also serves to encourage morale among the nearby communities, who must confront the disgusting remains of corpses, the smell of cremation, and the flocks of vultures swarming over the Wat Saket cemetery and the Ban Bat community. This is an unsightly sight. Another assumption from Abbot monk’s preaching. It is considered with monks and Lao peoples who live in the eastern part of Phra Nakhon, starting from Bang Khun Phrom to Wat Chakkrawat (Wat Sam Pluem) area. In the same time, Abbot also ordained the novice "Krud (holy goods)" at Wat Sampluem, the father of Somdej Phra Ariyawongsakattayan (Yu), the former prominent abbot of Wat Saket. This has led to the tradition of the monks residing at Wat Saket giving sermons on every Buddhist holy day, the 15th day of the waxing moon, the 15th day of the waning moon, and the 8th day of the waxing moon, the 8th day of the waning moon during the Buddhist holy days. Throughout the first until the last day of the Vassa period, monks will come to preach in the community at the Sala Klang Ban. On the first and last day of the Vassa period. We will prepare the sweet and savory dish to make a merit and listen to the preach. On another day during the Vassa period, monks will come to Ban Bat to preach for the Buddhist every evening; for we can pray and make good morals. That can be said that the Ban Bat has continuously maintained this tradition.
- From Crematorium to Village Hall : The Journey of life in One Place
From Crematorium to Village Hall : The Journey of life in One Place 2.1 Cement crematorium Graveyard and The arrival of Somdej To Historically, Wat Saket’s graveyard is for cremated local people. It’s compliant with Pra Thu Phi (Ghost Gate) – the exit gate for moving corpses out of Phra Nakhon. The lesser nobles than noblesse oblige who were cremated by the royal crematorium ground at Sanam Luang, were cremated by Wat Saket’s cement crematorium. On the other hand, the laymen were cremated by a funeral pyre in the same area. Not far away, there is Wat Saket's community; a coffin-making community that continues to practice coffin-making. This is related to the area being a cremation ground and an important lumber and timber (Au-Sung) trading center since ancient times. The Ban Bat community was established at south of the crematorium of Wat Saket (Wat [n.]: Temple) – also known as Graveyard out of Phra Nakhon (Currently, there is Bangkok Polytechnic College instead) These area was separated by little canal (various names such as Ban Bat’s canal, Saket’s crematory canal, Graveyard’s canal or Au Sung canal); connect with Ong Ang Canal (Saphan Han – Han’s Bridge) was partition between Ban Bat and the area of Wat Saket’s crematorium reaching Kra chap pond (Waterworks Authority, Maen Sri in the present). Also, the orature in bygone days about the arrival of Somdej Phra Buddhacarya (To Phrommarangsi [Somdej To]) who was famous in mystery way such as subduing the Ghost “Mae Nak Phra Khanong” and composing “Chinnabanchorn spell”. One day, he pilgrimaged and preached in Wat Saket’s graveyard and journeyed to Ban Bat – this place had space for Asubha Kammaṭṭhāna (meditation to contemplation of unpleasant objects). Nowadays, Ban Bat has a statue of Somdej To in hand palm-leaves inscription posture (Have various names; “Kammaṭṭhāna [Meditation] posture” or “Trinetra [Thai divination] posture”). Evidence of Somdej To's visit to the cemetery at Wat Saket - Ban Bat is: a statue of Somdej To in hand palm-leaves inscription posture (Have various names; “Kammaṭṭhāna [Meditation] posture” or “Trinetra [Thai divination] posture”) installed this statue, which has been preserved and enshrined at Sala Charunithi,Wat Saket in 1937 (B.E. 2480) until today. People believe that it was created by Somdej To when he was still alive as a mental anchor for residents in Ban Bat - on the other hand, we created it after Somdej To died. They’re controversial between statue might be installed at Ban Bat’s Sala Klang Ban or its installed at Sala Kammaṭṭhāna (Meditation Hall); nearby Wat Saket’s cremator and moved in to Wat Saket after demolished that hall. 2.2 Sala Klang Ban (Village Hall): space for life - central to light. Ban Bat is the only one community in Phra Nakhon who preserve Sala Klang Ban or Sala Rong Dharma (in Thai has various names) Sala Klang Ban is the place as do everything such as for entertainment activities like traditional festival or multipurpose area, and for religious activities like make merit by giving alms to monks until Abhidhamma chanting ceremony (funeral rite) It compliant with Wat Saket’s graveyard that neither far from those. As Sor Plainoi told about its in “Lao Rueng Bangkok (The story of Bangkok)” said, there are many Sala Rong Dharma scattered around Phra Nakhon, such as along Fueng Nakhon road; Sala Tao Poon ( limekiln ), nearby Wat Ratchabophit, Abdulrahim general store and S. Tisman & co. And there is also had 2 Sala Rong Dharmas around Sao Ching Cha - Pahurad Market; along Mahachai road and Ban Yuan (Annamese’s house). We presumed that in past times, a nearby area of Wat Saket’s graveyard still has evidence of an important building such as Sala Klang Ban. The map evidence from the National Library of Thailand, 1900 was specifically the location of Sala Klang Ban. Presumed that the original Sala Klang Ban was located nearby Rop Krung canal community’s gate (Ong Ang Canal) – out of Ban Bat in the present. It’s expected that Sala Klang Ban was moved further in Ban Bat after constructing The Boripat road; located along with Ong Ang canal, through Ban Bat and Ban Khmer communities. This road starts from Damrong Sathit bridge to Bam Rung Muang Bridge (Pra Thu Phi’s intersection) in 1901. That’s the reason why we move the Sala Klang Ban to Ban Bat until nowadays. However, we presumed that Ban Bat’s Sala Klang Ban (Village Hall)” was stand along with Sala Rong Dharm (Dharma Hall or Sala Fang Tesanā / Kammaṭṭhāna (Preaching Hall / Meditation Hall) nearby Wat Saket’s crematory was called Nun’s cloister. As they said, This Sala used to be Anukul School with Mr.Thep Pluktim as Director and Ms.Cheeb as manager since 1920 until it was out of business and demolished later. The importance of two halls has shown the relationship between preaching in Ban Bat and Wat Saket for a long time. In the present, we found useful Sala Klang Ban only in 2 villages as Ban Bat and Sai Rad Pra kod (Priest waistband’s community) As the time changed, Sala Klang Ban dilapidated. Until 2008, Somej Phra Buddhacharn (Kiaw Upaseno) ,Wat Saket’s former prelate who had a tight bond with Ban Bat – had the thought for Sompot Kankamlai, the Community President of Ban Bat and villagers in that time to reserves and restoration this Sala Klang Ban, especially timber frame structure in this building. Nowadays, Sala Klang Ban is still a multipurpose space for every activity in the community like old times and adds adjustments to the usage in different occasions such as community meeting, common reception area, as an only main public center where the community's main activities can be held.
- Ban Bat: A Living Breath of Tradition
The “Ban Bat: A Living Breath of Tradition” Exhibition is a little piece introducing the essence to “Banbat” , one of the few artisan communities in the heart of Bangkok, Phra Nakhon (metropolis) who conserve “Bat” handicraft for a long time. Also, there are stories of Ban Bat through our way of life with people as the Ban Bat history expresses our identity, through thick and thin, and always through down the gauntlet in the river of generation. This exhibition is a glimpse of life and identity of the Ban Bat in 4 stories: Space - People - The Last Bat Artisan Community in The Heart of Bangkok, From Crematorium to Village Hall, From pleading “Por Pu” to Vassa preaching and Pleasing in Ban Bat. They illuminated the emotions and relationships that shaped the Ban Bat, from its inception to its present existence. 1. Space - People - The Last Bat Artisan Community in The Heart of Bangkok Ban Bat is located on the east side of canals around the city (Ong Ang - Banglampu canal or Han's bridge). All 4 corners of Ban Bat are connected with major landmarks such as: the northern side close to The Wat Saket, the southern connect with the Khmer Village (Ban Dokmai community), Ong Ang canal on the western and Waterworks Authority, Maen Sri on the eastern. There are overall developments and changes in the area as follows: The era of urban evolution : Back to the early Rattanakosin era, Ban Bat was renowned as a skilled artisan community for Bat [ (n.) Alms Bowl] a long time ago. As we said Ban Bat descended Bat artisan migrants from Ayutthaya (As the name "Khlong Ban Bat (Ban Bat canal)" appears in Ayutthaya evidence), there are skilled artisans, nobles, officials, artists, and laborers to settle down and spread in Phra Nakhon. In Rama 5 era, there was the Bat maker in Ban Bat became under The Department of Bat artisan for royal proletarians and in 1911, had the designation of Bat major artificer name “Khun Lokakarn" Ban Bat’s location resembled that of other artisan communities in and around Phra Nakhon. Due to these area as the good artisan communities around here such as; Ban Sai Rad Pra Kod (for priest waistband), Ban Phan Thom (for niello ware and ceremonial trays), Ban Dok Mai (for various types of fireworks), Ban Mo (for ceramics), Ban Dinso (for white clay filler), the gold leaf artisans of Thanon Ti Thong, and the communities in Nang Loeng and Ong Ang canal (for jars, water pots, and earthenware). These showcase the rich tradition of craftsmanship that highlights Ban Bat as a vital artisan community since Bangkok was newly established Around the place, there was a community of Khmer people who were rounded up since the early Bangkok era. These Khmer people expertised making fireworks, theatrical performance, music and black magic. They’re known by various names such as “Ban Dok Mai” (fireworks maker community), and collectively “Ban Khmer” (Khmer Village); nowadays, it’s the one part of the Worachak Market community, extending to the area of Wat Phra Phiren. The revolution era: From 1957, the journey of Bat making still continued through the evolution of making Bat with handcraft in the household industry to machinery industry. Especially in 1967, Bat metal stamping processes were erected near Suk Sawat road, Rat Burana district – flooding the market and pushing out traditional household-based businesses. However, in 1992 (B.E. 2535), a few families revived the craft, which gradually gained momentum. The adaptation era: In 1997 to the present, the trend of learning with cultural ability has awakened. Government, individual sector, temple and educational institutions came to research, revamp and restore Bat making. We want to preserve original Bat making, reform Ramwong Ban Bat (Ban Bat’s folkdance), search for Ban Bat’s Identity as well as change the Urban development policy. Nowadays, the business of Bat has a multi-channel approach that includes selling in various religious supply stores, establishing a storefront in the community, and opening an online trading platform.
- เปิดครัวชวนผู้สูงอายุเรียนรู้สุขภาวะผ่านอาหารอีกครั้งใน #ค่ายกับวัยเก๋า ปีที่ 2”
“เพราะยังมีอาหารหล่อเลี้ยงในทุก ๆ วัน เราจึงไม่ควรมองข้าม” กลับมาอีกครั้งกับ “ค่ายกับวัยเก๋าปีที่ 2” โครงการโดยศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน (FCC Bangkok) และ Urban studies Lab หรือศูนย์วิจัยชุมชนเมือง ที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและชุมชนในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ผ่านการทำอาหารที่เราเชื่อว่าสุขภาวะที่ดีเริ่มต้นง่าย ๆ ได้ในครัว และปีนี้ก็เป็นปีที่ 2 ที่พวกเรายังคงจัดขึ้นจากความต้องการของชุมชนเช่นเคย เหมือนกับปีแรกที่ได้รับเสียงตอบรับกลับมาล้นหลามเลยทีเดียว ถึงปีที่ 2 พวกเรายังคงใช้กิมมิคเล็ก ๆ อย่างการใช้คำนำหน้าว่า “เชฟ” แต่กลับมาครั้งนี้เราพกความรู้อัดแน่นและความสนุกจัดเต็มมาให้กับชาวค่ายในปีนี้มากขึ้นแน่นอน ปีนี้แตกต่างจากปีที่แล้วอย่างไรมาดูกันเลย! 🏕️ค่ายปีนี้พวกเราทำอะไรบ้าง เตรียมพร้อมวัตถุดิบก่อนลงมือ🙌🏻 ก่อนจะทำอาหารแน่นอนว่าเราต้องรู้จักวัตถุดิบตรงหน้าให้ดีเสียก่อน จากเดิมปีที่แล้วใช้การ์ดเกมที่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดการ์ดทำให้ผู้สูงอายุมองไม่เห็น และมีข้อจำกัดเรื่องร่างกายที่หลายท่านอาจไม่สะดวกออกไปร่วมสนุกหน้าชั้นเรียนเท่าไหร่ ในปีที่ 2 เรายังคงใช้ “การ์ดเกม” เป็นกิจกรรมให้ความรู้เป็นหลักเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมา คือ ทำให้ขนาดการ์ดใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว และเปลี่ยนภาพตัวอย่างที่ใช้เป็นภาพของจริงเพื่อให้เหล่าเชฟเข้าใจมากที่สุด ถึงแม้รูปแบบจะเหมือนเดิมแต่ผลตอบรับยังดีไม่แพ้กัน เหล่าเชฟทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ เกมนี้สนุกมาก!” แต่สำหรับปีนี้แค่การ์ดเกมอาจยังไม่จุใจพอ ก่อนเริ่มกิจกรรมสัปดาห์แรกและกิจกรรมสุดท้ายพวกเรามี “ แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน” ออกแบบโดย Urban Studies Lab เพื่อวัดความรู้ที่มีติดตัว ทำเอาเหล่าเชฟของเราตื่นเต้นไปตาม ๆ กันเลยทีเดียว นอกจากเตรียมพร้อมเรื่องวัตถุดิบแล้ว การเตรียมพร้อมสำหรับร่างกายในการทำอาหารก็เป็นเรื่องสำคัญ พวกเราเปลี่ยนพื้นที่จัดกิจกรรมเป็น “ฟลอร์ออกสเต็ปเรียกเหงื่อให้กับเหล่าเชฟ” เพื่อเป็นการวอร์มร่างกายให้พร้อมกับการเล่นเกมและขยับตัวสำหรับทำอาหาร และป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในภายหลังด้วยล่ะ มีของบริโภคแล้ว จะขาดของอุปโภคไปได้อย่างไร 🧴 เพราะในห้องครัวไม่ได้มีเพียงแค่อาหารและวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว ยังมีของใช้ที่จำเป็นต่อการทำครัวอีกมากมายด้วยเช่นกัน ปีนี้พวกเราชวนเหล่าเชฟทุกคนทำของใช้ในบ้านที่สามารถทำได้เองภายในบ้านอย่าง น้ำยาล้างจาน น้ำส้มสายชู เพื่อให้เป็นทักษะอื่น ๆ นอกเหนือจากการทำอาหารติดตัวไปด้วยนั่นเอง กายพร้อม ใจพร้อม กระทะพร้อม! 🍳 ในปีนี้ค่ายกับวัยเก๋าของพวกเรามีชื่อว่า “อาหารไทยสี่ภาค” การทำอาหารครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การทำอาหารให้ถูกหลักตามโภชนการ แต่เรายังเสริมความรู้ใหม่ ๆ อย่างวัตถุดิบท้องถิ่นในแต่ละภาคและสูตรอาหารรสเด็ดประจำแต่ละภาคให้เหล่าเชฟทุกคนได้ออกลวดลายสเน่ห์ปลายจวักและลิ้มรสชาติใหม่ ๆ ที่ไม่คุ้นเคยอีกด้วย ซึ่งในปีนี้ยังคงเป็นเชฟคนเก่ง เชฟซี – อัคตัรมีซี อาหามะ เชฟมากประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการชุมชน เป็นหัวหน้าเชฟยอดฝีมือในปีนี้เหมือนเดิม แต่พิเศษในปีนี้มีผู้ช่วยเชฟอีก 2 ท่านจากโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิตอีกด้วย พวกเราขนเชฟมือโปรมาพาเชฟค่ายทุกคนรู้จักกับวัตถุดิบและทำอาหารไปพร้อมกันทีละขั้นตอนละเอียดยิบ แต่เหล่าเชฟไม่ต้องกลัวไปว่าจะจำอัตราส่วนหรือบางวิธีการไม่ได้ เพราะพวกเราได้รวบรวมสูตรลับตำรับสี่ภาคมาไว้ใน คู่มือสูตรอาหารประจำค่าย เรียบร้อย ในระดับที่ว่ากลับไปทำเองที่บ้านได้จริงแน่นอน เชื่อมวัฒนธรรม เรียนรู้วิถีชุมชน ณ กำปงดงปรือ 🎣 การไปทัศนศึกษาถือว่าเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เหล่าเชฟตั้งตารอเพื่อไปเรียนรู้นอกชุมชนและปีนี้ก็เป็นอีกปีที่พวกเขารอใจจดใจจ่อเช่นกัน✨ โดยในปีนี้พวกเราชาวค่ายยกขบวนไป กำปงในดงปรือ หรือ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนดารุ้ลอิบาดะห์” ในย่านทุ่งครุ กรุงเทพฯ นั่นเอง! เป็นการทัศนศึกษาที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย ผ่านเมนูที่ไม่คุ้นหูอย่าง “ขนมดาดา” และได้เรียนรู้พร้อมกับลงมือการแปรรูปอาหารอย่าง “ปลาบูดู” เพื่อเป็นการถนอมอาหารและต่อยอดในอนาคตจนถึงการสร้างรายได้เลยทีเดียว ✳️Positive Impact: ปีที่ 2 เลขปีเพิ่มขึ้น ได้รับความเอ็นดูมากขึ้น อย่างที่บอกไปว่าปีที่แล้วได้รับผลตอบรับที่ดีเป็นจำนวนมาก ปีนี้พวกเราจึงยังคงทำค่ายด้วย “พื้นฐานความต้องการของคนในชุมชน” นอกจากนี้เรายังเตรียมความพร้อมสำหรับค่ายให้เป็นมิตรกับทุกชุมชน ทุกศาสนา เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับที่ได้อย่างทั่วถึง ทำให้ทุกคนยังคงรอคอยและให้ความสนใจกับค่ายนี้อย่างมาก และด้วยผลตอบรับจากปีที่แล้วที่ดีมาก ทำให้เราขยายความร่วมมือไปได้ไกลกว่าเดิม จากปี 1 มี 9 ชุมชน ปี 2 เพิ่มขึ้นมาเป็น 11 ชุมชน! ได้แก่ จักรพรรดิพงษ์, วัดสระเกศ, วัดโสม, ศุภมิตร 1, ศุภมิตร 2, บ้านบาตร, วุฒิชัย, บ้านดอกไม้, ตรอกมะขาม, วัดแคนางเลิ้ง (วัดสุนทรธรรมทาน) และ มหานาค ชุมชนมุสลิมหนึ่งเดียวในเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายมาร่วมด้วย ✨ เมื่อได้รับการตอบรับดีอย่างนี้ทำให้พวกเราขยายความร่วมมือจากหน่วยชุมชนได้กว้างไกลกว่าเดิมตามที่คาดไว้จากปีที่แล้ว และยังแสดงให้เห็นอีกว่า ผู้สูงอายุยังคงต้องการมีบทบาทและมีส่วนร่วมในสังคม การมีอยู่ของโครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุในชุมชนมีรอยยิ้มได้ และเป็นที่จดจำของเหล่าเชฟทุกคนไปแล้วแน่นอน แต่นอกเหนือจากที่พวกเราเป็นพื้นที่ให้เหล่าเชฟทั้งหลายมีกิจกรรมร่วมกันโดยมีอาหารเป็นตัวเชื่อมนั้น สิ่งสำคัญโครงการนี้ที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดการดูแลสุขภาวะในครัวเรือนด้วยสุขภาพด้านโภชนาการก็เห็นได้ผลตอบรับที่ดีเหมือนกัน หลังจากที่เหล่าเชฟกลับบ้านไปแล้วกลับมาเล่าให้พวกเราฟังว่า พวกเขา จดจำคุณประโยชน์-ข้อควรระวังของวัตถุดิบที่เคยมองข้ามไปได้เพื่อสุขภาพร่างกายตัวเอง หรือ ได้กลับไปปรับอาหารการกินให้กับคนในบ้านได้จริง เช่น ปกติปั่นแครอตให้ลูกกินเพราะลูกกินอาหารทางสายยาง เพิ่งรู้เลยว่าทำให้ตัวเหลืองได้เพราะลูกก็ตัวเหลืองจริง ๆ ตอนนี้เลยพยายามปรับให้สลับ ๆ กันไป และให้แครอตน้อยลงแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ๆ สำหรับให้เห็นถึงความสำคัญเรื่องอาหารการกินในครัวเรือน แม้จะเล็กน้อยแต่ไม่ถูกมองข้ามอีกต่อไป อีกทั้งยังมีการส่งต่อความรู้ให้กับคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วมค่ายนี้ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไปเลย (แอบกระซิบว่า สิ่งที่ทำให้เหล่าเชฟยังคงจำสูตรอาหารไว้กลับไปทำได้ส่วนหนึ่งก็เพราะ คู่มือสูตรอาหารประจำค่าย ที่พวกเราตั้งใจทำให้ทั้งในปีที่แล้วและปีนี้ด้วยล่ะ!) 🗝️ Key To Process: ปิ่นโตและกระเป๋าถือ ของคู่ใจของเหล่าเชฟ 🥣 จากกระแสตอบรับว่าอาหารที่ทำในค่ายเป็นที่ชื่นชอบมาก และยังเป็นอาหารหลักให้กับมื้อเย็นในวันนั้นได้ ในปีนี้เราจึง เพิ่มชั้นปิ่นโต มาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมบรรจุอาหารนำกลับบ้านไปได้มากขึ้น แต่บางทีพอถือปิ่นโตกลับบ้านดันปิดไม่สนิททำให้หกบ้าง ที่ถือของปิ่นโตจับไม่ถนัดเลยปลิวหลุดมือบ้าง เลยเพิ่ม กระเป๋าคู่ใจ อีกหนึ่งใบมาให้ใส่ปินโต กลายเป็นว่าสองสิ่งนี้ตอบโจทย์ในปีที่แล้วที่ตั้งคำถามกันว่า “จะทำยังไงให้ค่ายนี้มีภาพจำกับชุมชนดีนะ?” จากความใส่ใจในจุดเล็ก ๆ กลายเป็นกิมมิคชิค ๆ ให้ทุกคนจำค่ายได้ด้วย นอกเหนือจากผ้ากันเปื้อนสุดเท่ ตอนนี้เรามีปิ่นโตและกระเป๋าคู่ใจเป็นยูนิฟอร์มประจำค่ายแล้วนะ แบบทดสอบวัดผล วัดใจ 📃 เพราะค่ายเราไม่ได้มีแต่ความสนุกแต่ต้องการให้พวกเขาได้ความรู้ติดตัวกลับไปจริง แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเหล่าเชฟได้ความรู้จริง ๆ — แบบทดสอบอย่างไรล่ะ! โดยพวกเราให้เหล่าเชฟทำก่อนเริ่มเรียนครั้งแรกเพื่อดูว่ามีความรู้เดิมอยู่เท่าใด และให้ทำหลังเรียนจบในสัปดาห์สุดท้ายเพื่อดูว่าได้รับความรู้เพิ่มเติมมากน้อยเพียงใด ซึ่งแบบทดสอบทั้งสองเป็นข้อสอบชุดเดียวกันเป๊ะ ผลออกมาพบว่า คะแนนการทดสอบหลังเรียนของเชฟเป็นไปในเชิงบวกทุกคน! ทำให้เห็นว่าค่ายของเรากำลังดำเนินมาถูกทางและได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการจริง ส่วนเชฟหลายท่านบอกว่าตื่นเต้นที่ปีนี้มีข้อสอบ แต่กลับรู้สึกสนุกกว่าที่คิดแฮะ น้ำยาล้างจาน ฮีโร่ของเหล่าเชฟ🧴 ในปีนี้ที่เพิ่มความรู้เรื่องการทำน้ำยาล้างจานและน้ำส้มสายชูเข้ามาให้เหล่าเชฟได้ลองลงมือทำกลับได้ผลตอบรับดีกว่าที่คาดไว้มาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสูตรในครั้งนี้ทุกคนสามารถหาซื้อได้ง่ายและใช้ของใกล้ตัวอย่าง มะนาวสำหรับทำน้ำยาล้างจาน ทำให้เหล่าเชฟสามารถกลับไปทำเองที่บ้านได้จริงในราคาวัตถุดิบที่เอื้อมถึง แถมน้ำยาที่ทำออกมาทั้งหอม ฟองเยอะ ล้างจานสะอาดกริ๊บ เป็นที่พอใจมากจนถึงขนาดที่เหล่าเชฟติดใจกลับไปทำต่อที่บ้านและต่อยอดทำขายเป็นอาชีพใหม่ได้เลย ซึ่งผลลัพธ์นี้ทำให้พวกเราก้าวข้ามขีดจำกัดจากเดิมที่ต้องการเป็นพื้นที่ได้เรียนรู้เรื่องสุขภาวะด้านโภชนาการและได้ร่วมพบปะกับวัยเก๋าด้วยกัน กลายเป็นว่าความรู้ในปีนี้สามารถต่อยอดรายได้ให้กับคนในชุมชนได้อีกด้วย 💕ผลลัพธ์ที่ดีต่อใจ เพราะในปีนี้เรายังคงทำบนพื้นฐานของความต้องการชุมชนและดำเนินจุดประสงค์ของค่ายชัดเจนผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นที่พอใจกับทุกส่วนโดยเฉพาะพวกเราชาว Urban Studies Lab ที่ได้เห็นผู้สูงอายุทั้งในชุมชนเดียวกันและต่างชุมชนได้มีสายสัมพันธ์อันดีโดยมีอาหารเป็นตัวเชื่อมพวกเขาเข้าด้วย ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังได้นำความรู้ไปส่งต่อให้กับคนในบ้านเกิดเป็นสายใยความอบอุ่นแน่นแฟ้นกันยิ่งกว่าเดิม ความรู้ที่พวกเขาได้นั้นทั้งสามารถกลับมาทำกินเองได้จริงที่บ้านแถมยังต่อยอดรายได้ให้กับครัวเรือน นอกจากความรักภายในชุมชนกันเองแล้ว พวกเขายังเผื่อแผ่ความรักมาให้กับพวกเราเหล่าทีมงานทุกคนอย่างล้นหลาม เพราะแม้จะจบค่ายไปแล้วแต่พวกเราและเหล่าเชฟยังคงมีสายสัมพันธ์ดี ๆ ต่อกัน ร่วมกันบอกต่อสิ่งที่ประทับใจในค่ายครั้งนี้ และแบ่งปันคำแนะนำให้พวกเราเตรียมพร้อมกับค่ายปีหน้าอยู่เสมอเลย ซึ่งสิ่งที่เราได้รับกลับมานั้น ทั้งหมดทั้งมวลเริ่มต้นจากครัวกลางในศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน FCC พื้นที่เล็ก ๆ ที่ได้มอบประสบการณ์การทำอาหารและความทรงจำมากมายให้กับชาวค่ายทุกคน การทำค่ายปีนี้ทำให้พื้นที่ครัวได้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างองค์กร ผู้คน และชุมชนมากขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่าปีนี้เป็นอีกปีที่พวกเราและเหล่าเชฟทุกคนได้รับทั้งความรู้ รอยยิ้มและอิ่มท้องกลับไปกันถ้วนหน้า ในปีหน้าเหล่าเชฟจะเจอกับอะไร และค่ายกับวัยเก๋าของเราจะกลับมาในรูปแบบไหน มาติดตามไปพร้อม ๆ กันนะ✨







